
การเปลี่ยนแปลงของภาคพลังงาน ทำให้การวางแผนระบบไฟฟ้าของประเทศไม่สามารถพิจารณาเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าและกำลังการผลิตได้อีกต่อไป แต่ต้องรองรับทั้งพลังงานหมุนเวียน การผลิตไฟฟ้าใช้เอง ยานยนต์ไฟฟ้า หรือ Data Center ตลอดจนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero รวมถึงความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์
กระทรวงพลังงาน โดย สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2569-2593 (PDP 2026) เพื่อเป็นกรอบกำหนดทิศทางระบบไฟฟ้าระยะยาว โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงของระบบ ต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม ความสามารถในการแข่งขัน และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
ร่าง PDP 2026 วางหลักสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยด้านความมั่นคงมุ่งให้ระบบไฟฟ้ามีกำลังผลิตเพียงพอและมีความหลากหลายของแหล่งพลังงาน ด้านเศรษฐกิจมุ่งบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้าให้อยู่ในระดับเหมาะสมและเป็นธรรม ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อไปสู่ Net Zero ในปี 2593 และยังคำนึงถึงการกระจายศูนย์ของระบบไฟฟ้า และการเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรม
สำหรับช่วงปี 12 ปีแรก มีการกำหนดกรอบกำลังผลิตใหม่ประมาณ 50,900 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติแบบพลังความร้อนร่วม (CCGT) จำนวน 9,100 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) จำนวน 300 เมกะวัตต์ พลังงานแสงอาทิตย์ 24,300 เมกะวัตต์ พลังงานลม 2,700 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) 14,500 เมกะวัตต์
จากนั้นภายหลังปี 2580 มีการเปิดหลายทางเลือก ทั้งเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนควบคู่ระบบกักเก็บ และแนวทางผสม โดยทุกทางเลือกกำหนดให้พลังงานสะอาดมีสัดส่วนอย่างน้อย 65% ในปี 2593
รับมือพลังงานหมุนเวียน ด้วยระบบกักเก็บและโครงข่ายที่แข็งแรง
อย่างไรก็ตาม แม้พลังงานหมุนเวียนจะมีบทบาทเพิ่มขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดจากความผันผวนของการผลิต จึงต้องมีระบบกักเก็บพลังงานและกำลังผลิตที่ช่วยรักษาความมั่นคงของระบบ เพื่อให้ระบบไฟฟ้าสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน ระบุว่า การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนยังต้องลงทุนใน Smart Grid ระบบกักเก็บพลังงาน และอุปกรณ์รักษาเสถียรภาพ เช่น Synchronous Condenser และ Static Synchronous Compensator หรือ STATCOM
ปรับบทบาทผู้ใช้ไฟฟ้า สู่ระบบกระจายศูนย์มากขึ้น
ความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center เป็นอีกโจทย์สำคัญ โดยตัวเลขที่มีการกล่าวถึงเพิ่มจากประมาณ 22,000-25,000 เมกะวัตต์ ไปจนถึงประมาณ 30,000 เมกะวัตต์ แต่ยังไม่ยืนยันว่าจะเกิดขึ้นจริงทั้งหมด เนื่องจากในระยะสั้นประเทศไทยยังมีอัตรากำลังผลิตสำรอง หรือ Reserve Margin ประมาณ 25% แต่สิ่งที่ต้องเร่งเตรียมคือระบบส่งและระบบจำหน่าย เพื่อรองรับพื้นที่ที่ Data Center จะเข้าไปตั้งและอัตราการเพิ่มขึ้นของโหลด
ร่าง PDP 2026 ยังรองรับบทบาทผู้ใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนไป ทั้งการผลิตไฟฟ้าใช้เอง การบริหารความต้องการใช้ไฟฟ้า และการเข้าถึงพลังงานสะอาด แผนตั้งเป้ากลไกการตอบสนองด้านโหลด หรือ Demand Response (DR) มากกว่า 2,800 เมกะวัตต์ และทรัพยากรพลังงานแบบกระจายศูนย์ (DER) มากกว่า 9,100 เมกะวัตต์ในปี 2593
ขณะเดียวกัน การเปิดซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct PPA ต้องดำเนินควบคู่กับการรักษาความมั่นคงและความเชื่อถือได้ของระบบ โดยเฉพาะกับ Data Center และอุตสาหกรรมใหม่
เปิดทางเทคโนโลยีใหม่ SMR-CCS เป็นตัวเลือกในระยะยาว
สำหรับ SMR โครงการแรกคาดว่าจะมีขนาดประมาณ 300 เมกะวัตต์ แต่ยังไม่ได้กำหนดสถานที่ชัดเจน และมีแนวคิดให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเป็นผู้ดำเนินการ โดยเตรียมความพร้อมทั้งมาตรฐานความปลอดภัย การกำกับดูแล การจัดการกากนิวเคลียร์ บุคลากร และการสร้างความเข้าใจกับประชาชน โดยต้องสอดคล้องกับมาตรฐานของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
ตามสมมติฐานที่ใช้จัดทำแผน มีเป้าหมายพยายามให้ค่าไฟเฉลี่ยตลอดแผนไม่เกินประมาณ 3.88 บาทต่อหน่วย แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งราคาก๊าซ ต้นทุนเทคโนโลยี ราคาของแบตเตอรี่ อัตราแลกเปลี่ยน และการเติบโตของความต้องการใช้ไฟฟ้า
หลังจากนี้ สนพ.จะรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกช่องทาง เพื่อนำมาพิจารณาปรับปรุงร่างแผน PDP 2026 ให้มีความครบถ้วนและเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยคาดว่ากระบวนการปรับปรุงจะดำเนินการในช่วงเดือนตุลาคม ก่อนเสนอผ่านขั้นตอนนโยบายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตามลำดับ เมื่อแผนได้รับความเห็นชอบแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงนำไปขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ ทั้งด้านกำลังผลิต ระบบส่ง ระบบจำหน่าย และการดำเนินโครงการตามกรอบแผนต่อไป.

