'ภราดร' ลุยถกคลังแก้ปม 'กยศ.' ถังแตก ยันมีงบกลาง1.2พันล.อุ้มปล่อยกู้นักเรียน

‘ภราดร’ ถกคลังเดินเครื่องแก้ปัญหา ‘กยศ.’ ถังแตก ยันรัฐบาลมีงบกลางพออุ้มหลังหน่วยงานเล็งขอ 1.2 พันล้านปล่อยกู้นักเรียน-นักศึกษา ปักหมุดแก้เกณฑ์คุณสมบัติผู้มีิสิทธิกู้ยืม ย้ำ ‘คนจน’ ต้องได้สิทธิเข้าถึงระบบการศึกษาก่อน

25 ก.ย. 2569 – นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เตรียมหารือร่วมกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เกี่ยวกับแนวทางในการบริหารจัดการปัญหาของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการขาดสภาพคล่องเพื่อใช้ในการรองรับปล่อยกู้นักเรียน นักศึกษาซึ่งพบว่าในปีการศึกษา 2569 มีนักเรียน นักศึกษาเข้าสู่ระบบกว่า 8 หมื่นคน ซึ่งสูงกว่าทุกปี

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ กยศ. เตรียมเสนอขอจัดสรรงบกลางปี 2569 จำนวน 1.2 พันล้านบาท สำหรับใช้รองรับการดำเนินการในส่วนดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลยืนยันว่า ยังมีงบกลางเหลือเพียงพอที่จะสามารถจัดสรรให้ได้ แต่ในรายละเอียดจะต้องมาพิจารณาว่า กยศ. ยังขาดสภาพคล่องอีกมากน้อยแค่ไหน และจะสามารถส่งเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ทันในวันที่ 29 ก.ย. 2569 ซึ่งเป็นการประชุม ครม. นัดสุดท้ายของปีงบประมาณ 2569 ได้ทันหรือไม่

“ผมพูดเสมอว่างบกลางเป็นงบฉุกเฉิน จำเป็นเร่งด่วน ถ้าในกรณีจำเป็นและบริหารจัดการไม่พอ จำเป็นต้องใช้ก็สามารถพิจารณาได้ เพราะโจทย์ใหญ่ของรัฐบาล คือ ไม่ต้องการให้เด็กที่อยู่ในระบบต้องออกจากระบบการศึกษาเพราะเขาไม่สามารถกู้เงิน กยศ. ต่อได้ นี่คือโจทย์ใหญ่ จึงต้องดูว่าสุดท้ายแล้ว กยศ. จะบริหารสภาพคล่องได้หรือไม่ โดยเฉพาะในปีงบประมาณ 2569 ที่ต้องมาดูว่า กยศ. ยังขาดสภาพคล่องอีกเท่าไหร่ และในช่วงที่เหลือของเดือน ก.ย. นี้ ก่อนจะขึ้นปีงบประมาณใหม่ กยศ. จำเป็นจะต้องปล่อยกู้ให้กับนักเรียน นักศึกษาอีกเท่าไหร่ ใครสามารถรอได้ และใครต้องใช้ทันที ส่วนในปีงบประมาณ 2570 ที่จะเริ่มในวันที่ 1 ต.ค. นี้ รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ กยศ. จำนวน 9 พันล้านบาท” นายภราดร กล่าว

นอกจากนี้ จะต้องมาเร่งปรับปรุงโครงสร้าง ระเบียบการจัดการ เกณฑ์และเงื่อนไขต่าง ๆ ในการปล่อยกู้นักเรียน นักศึกษา รวมถึงปัญหาหลังบ้างของ กยศ. เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยปัจจุบันเกณฑ์ในการปล่อยกู้จะเน้นให้แก่หลักสูตรการศึกษาที่มุ่งเป้าและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ขณะเดียวกันต้องมาพิจารณาคุณสมบัติของผู้มีสิทธิกู้ยืม โดยเฉพาะเงื่อนไขของผู้มีรายได้น้อยที่ต้องมาพิจารณาอย่างรอบคอบว่าแบบไหนถึงจะเข้าเกณฑ์การเป็นผู้มีรายได้น้อย ทั้งการกำหนดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้ที่เคยได้รับทุนจากกองทุนเพื่ีอความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และครอบครัวที่มีรายได้ไม่เกิน 3.6 แสนบาทต่อปี ต้องได้รับสิทธิในการเข้าถึงระบบการศึกษาได้ก่อน ส่วนรายที่ไม่เข้าเงื่อนไขเหล่านี้จะต้องกู้ไม่ได้ เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ

สำหรับปัญหาเรื่องผู้ค้างชำระหนี้ของ กยศ. กว่า 2.6 ล้านราย ในขณะที่มีผู้ชำระหนี้ตามปกติเพียง 1 ล้านรายนั้น เป็นอีกเรื่องที่ทาง กยศ. จะต้องไปเร่งหาแนวทางบริหารจัดการในการติดตามหนี้ที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า เนื่องจากอัตราดอกเบี้ย และเบี้ยปรับของ กยศ. อยู่ในระดับต่ำ จึงทำให้ลูกหนี้ไม่รักษาวินัยทางการเงินนั้น นายภราดร ระบุว่า โดยปกติทั่วไปคนมีหนี้หลายก้อนก็จะเลือกจ่ายหนี้ที่มีดอกเบี้ยสูงก่อนเสมอ ส่วนถามว่าจะมีการเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับของ กยศ. อีกหรือไม่นั้น เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

อย่างไรก็ดี เนื่องจากเมื่อปี 2565-2566 ได้มีการพิจารณาแก้ไขกฎหมายของ กยศ. ในประเด็นดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว เพราะมีปัญหาว่าทั้งอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับนั้นสร้างภาระให้กับผู้กู้ของ กยศ. จำนวนมาก จึงมีการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว แต่ปัจจุบันมาเจอปัญหาอีกรูปแบบหนึ่ง หากมีการแก้ไขกฎหมายกลับไปแบบเดิม ก็อาจจะเจอปัญหาเดิมได้อีก ดังนั้นมองว่า แนวทางที่ดีที่สุดจะต้องมีการหาวิธีที่เหมาะสมในการติดตามหนี้จากผู้ค้างชำระ 2.6 ล้านรายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เพิ่มเพื่อน