ไทยเร่งเครื่อง ‘วิจัยทางคลินิก’ ลดคอขวด ดึงลงทุนสุขภาพ–เร่งผู้ป่วยเข้าถึงนวัตกรรม

ไทยเดินหน้าปรับระบบวิจัยทางคลินิกครั้งใหญ่ ผนึกภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันวิจัย และอุตสาหกรรม ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน เร่งกระบวนการพิจารณา และเชื่อมการทำงานทั้งระบบ หวังเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันระดับภูมิภาค ดึงดูดการลงทุนด้านสุขภาพ พร้อมเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาได้เร็วขึ้น

28 ก.ย. 2569 – ประเทศไทยเร่งยกระดับระบบวิจัยทางคลินิก โดยมุ่งเปลี่ยนศักยภาพด้านบุคลากรทางการแพทย์ โครงสร้างพื้นฐาน และองค์ความรู้ที่มีอยู่ ให้เป็นความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาค ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ หน่วยงานกำกับดูแล สถาบันวิจัย และภาคอุตสาหกรรม เพื่อแก้ปัญหาคอขวด ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน และเพิ่มความคล่องตัวของกระบวนการวิจัย

ทิศทางดังกล่าวเป็นประเด็นจากงานเสวนา “การวิจัยทางคลินิกกับอนาคตประเทศไทย: พลิกโฉมระบบนิเวศนวัตกรรม สู่การลงทุนและการเข้าถึงการรักษา” จัดโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ร่วมกับสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) ซึ่งผู้แทนจากหลายภาคส่วนเห็นตรงกันว่า ไทยมีพื้นฐานรองรับการวิจัยทางคลินิก แต่โจทย์สำคัญอยู่ที่การทำให้ระบบทำงานได้รวดเร็ว เชื่อมโยง และแข่งขันได้มากขึ้น

นายอลัน พอล ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ประจำภูมิภาค บริษัท แกล็กโซสมิธไคลน์ (GSK) และตัวแทนจาก PReMA กล่าวว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานและความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่ยังต้องอาศัย “ความเร็ว” และ “ความร่วมมือ” จากทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนโมเดล “Team Thailand” เพื่อขยายเครือข่ายโรงพยาบาลที่มีศักยภาพรองรับการวิจัยทางคลินิกตามมาตรฐานสากลให้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมปรับกระบวนการสนับสนุนงบประมาณวิจัย โดยตั้งเป้าลดระยะเวลาจากเดิมที่อาจใช้ประมาณ 2 ปี เหลือ 6 เดือน เพื่อเพิ่มความรวดเร็วของระบบ

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ปรับบทบาทไปสู่การสนับสนุนและอำนวยความสะดวกมากขึ้น โดย ภก.ปราโมทย์ อัครภานนท์ ระบุว่า อย. เปิดให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าปรึกษาตั้งแต่ต้นกระบวนการ และทำงานร่วมกับ สวรส. รวมถึงคณะกรรมการกลางพิจารณาจริยธรรมการวิจัยในคน เพื่อลดขั้นตอนการพิจารณาที่ซ้ำซ้อน ขณะเดียวกันยังคงให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านวิทยาศาสตร์ จริยธรรม และความปลอดภัยของผู้ป่วย

ด้าน ศ.พญ.ขวัญชนก ยิ้มแต้ ประธานมูลนิธิส่งเสริมการวิจัยในคนในประเทศไทย กล่าวว่า Collaborative Review Model มีการขยายเครือข่ายจาก 24 แห่งเป็นกว่า 56 สถาบัน พร้อมต่อยอดระบบ “One Time Review” เพื่อลดการพิจารณาซ้ำซ้อนและย่นระยะเวลาการเริ่มโครงการ ครอบคลุมทั้งการพิจารณาด้านจริยธรรม สัญญาการวิจัยทางคลินิก และข้อตกลงที่เกี่ยวข้อง

ในมุมของภาควิจัย รศ.นพ.พงศกร ตันติลีปิกร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยคลินิก คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล (SICRES) เสนอให้ประเทศไทยมีกลไกกลาง หรือ “Quarterback” ทำหน้าที่ประสานศักยภาพของแต่ละหน่วยงานให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มความคล่องตัวของระบบวิจัย

ขณะที่ นายแฮโรลด์ สเปร็งเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) กล่าวว่า การสร้างระบบนิเวศการวิจัยทางคลินิกไม่สามารถขับเคลื่อนโดยภาคส่วนใดเพียงลำพัง โดยภาคอุตสาหกรรมมีบทบาททั้งด้านการลงทุนและการเชื่อมโยงเครือข่ายระดับโลกด้านการวิจัย เทคโนโลยี และมาตรฐานเข้ากับประเทศไทย

สำหรับผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและระบบสุขภาพ การพัฒนาระบบวิจัยทางคลินิกไม่ได้จำกัดอยู่ที่การเพิ่มจำนวนโครงการวิจัย แต่ยังเกี่ยวข้องกับการดึงดูดการลงทุนจากอุตสาหกรรมสุขภาพ การยกระดับองค์ความรู้และบุคลากร ตลอดจนการสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาได้เร็วขึ้น

ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เน้นย้ำว่า เป้าหมายของงานวิจัยไม่ได้อยู่ที่ “จำนวน” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงประโยชน์ที่ประชาชนได้รับและความสามารถของงานวิจัยในการยกระดับคุณภาพชีวิต

อย่างไรก็ดี จากนี้โจทย์สำคัญของไทยจึงอยู่ที่การเชื่อมการปรับปรุงกระบวนการต่างๆ เข้าสู่โรดแมประดับชาติที่มีเป้าหมายและกลไกขับเคลื่อนร่วมกัน เพื่อเปลี่ยนศักยภาพด้านการวิจัยทางคลินิกให้เกิดผลในทางปฏิบัติ ทั้งในมิติการลงทุน ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสุขภาพ และการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาของผู้ป่วยไทย

เพิ่มเพื่อน