พระราชทานชื่อ ‘ประจิมรัถยา’ นามใหม่ทางพิเศษศรีรัช-วงแหวนรอบนอก

กทพ. ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ ทางพิเศษศรีรัช – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ว่า ‘ประจิมรัถยา’

30 ก.ย.2565-รายงานข่าวจากการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กระทรวงคมนาคม  แจ้งว่าได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อทางพิเศษ เพิ่มขึ้นอีก 1 สายทาง คือ ทางพิเศษศรีรัช – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ตามที่ กทพ.ได้ขอพระราชทานชื่อทางพิเศษ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ใช้ทางพิเศษ ประชาชนและหน่วยงาน

โดย พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อว่า “ประจิมรัถยา” ซึ่งมีความหมายว่า ” เส้นทางไปยังทิศตะวันตก “

ทางพิเศษประจิมรัถยา หรือทางพิเศษศรีรัช – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ระยะทางรวม 16.7 กิโลเมตร มีวัตถุประสงค์ เพื่อเชื่อมโยงระบบคมนาคมและขนส่งไปยังฝั่งตะวันตกของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นโครงการต่อขยายทางพิเศษ เพื่อบรรเทาปัญหาด้านการจราจรและเพิ่มศักยภาพของระบบคมนาคมขนส่ง 

โดยมีแนวเส้นทางเริ่มต้นจากถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร บริเวณใกล้โรงกรองน้ำมหาสวัสดิ์ ไปตามแนวเขตทางรถไฟสายใต้เดิม และข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณสะพานพระราม 6 สิ้นสุดโครงการบริเวณใกล้สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ( สถานีกลางบางซื่อ ) เชื่อมต่อกับทางพิเศษศรีรัช บริเวณสถานีขนส่ง (หมอชิต 2) และลงสู่ระดับดินที่บริเวณถนนกำแพงเพชร2

ทางพิเศษสายนี้ เป็นทางยกระดับขนาด 6 ช่องจราจร ทดสอบการให้บริการ โดยยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษชั่วคราว ระหว่างวันที่ 15 – 17 สิงหาคม 2559และเปิดให้บริการโดยจัดเก็บค่าผ่านทางพิเศษ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2559

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ( รัชกาลที่ 9 )กทพ. ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าพระราชทานชื่อทางพิเศษไว้แล้ว 6 สายทาง ได้แก่  ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ระบบทางด่วนขั้นที่ 1) 

ทางพิเศษศรีรัช (ระบบทางด่วนขั้นที่ 2) ,ทางพิเศษฉลองรัช (ทางด่วนสายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ) ,ทางพิเศษอุดรรัถยา ( บางปะอิน – ปากเกร็ด ) ,ทางพิเศษบูรพาวิถี ( บางนา – ชลบุรี ) และ ทางพิเศษกาญจนาภิเษก ( บางพลี – สุขสวัสดิ์ )

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง

ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ