ทรูระทึกอีกรอบ ศาลปกครองสูงสุดนัดอ่านคำพิพากษาคดีฟ้องร้องทีโอทีจากคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการให้ชดใช้เงิน 1,200 ล้านบาทจากการร่วมลงทุนขยายโทรศัพท์ ซึ่งศาลปกครองชั้นต้นทรูเฮไปแล้ว
27 ต.ค.2565 - ในเวลา 13.30 น. ณ ห้องพิจารณาคดี 6 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง ถนนแจ้งวัฒนะ ศาลปกครองกลางนัดอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดในคดีหมายเลขดำที่ 1615/2557 คดีหมายเลขแดงที่ 1924/2561 และคดีหมายเลขดำที่ 498/2559 คดีหมายเลขแดงที่ 1925/2561 ระหว่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (ผู้ร้อง) กับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (ผู้คัดค้าน) คดีพิพาทเกี่ยวกับเรื่องที่มีกฎหมายกำหนดให้อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง (ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ)
โดยคดีนี้บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ฟ้องว่า ผู้ร้องและบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (ผู้คัดค้าน) ได้ทำสัญญาร่วมการงานและร่วมลงทุนขยายบริการโทรศัพท์ ซึ่งต่อมาเกิดข้อพิพาทขึ้นคู่กรณีจึงได้เสนอข้อพิพาทดังกล่าวต่อคณะอนุญาโตตุลาการเป็นข้อพิพาท หมายเลขดำที่ 10/2551 หมายเลขแดงที่ 55/2557 โดยมีคำวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้ฟ้องคดีชำระเงินให้แก่ผู้ถูกฟ้องคดี ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการดังกล่าวเป็นการวินิจฉัยข้อพิพาทเกินขอบเขตแห่งข้อตกลงตามคำเสนอข้อพิพาท เป็นเหตุให้ผู้ร้องได้รับความเดือดร้อนเสียหาย
ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ข้อพิพาทหมายเลขดำที่ 10/2551 หมายเลขแดงที่ 55/2557 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2557 และปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว เนื่องจากศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่คณะอนุญาโตตุลาการมีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 และวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2546 มีผลทำให้ส่วนแบ่งรายได้ของผู้คัดค้านลดลง แต่ส่วนแบ่งรายได้ของผู้ร้องยังคงเท่าเดิม จึงขัดต่อพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ.2527 และเป็นมติที่มีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ และมีคำชี้ขาดให้ผู้ร้องชำระเงินผลประโยชน์ตอบแทนตามสัญญาพิพาทเป็นเงินจำนวน 1,217,505,724.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 1,217,505,724.17 บาท จึงเป็นคำวินิจฉัยชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นไปตามข้อตกลงแห่งสัญญาพิพาท อีกทั้งเป็นคำชี้ขาดข้อพิพาทที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ และการบังคับตามคำชี้ขาดดังกล่าวย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลมีอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดได้ตามมาตรา 34 วรรคสี่ และมาตรา 40 วรรคสาม (2) (ข) แห่งพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการพ.ศ.2545 เมื่อศาลได้วินิจฉัยแล้วว่าการบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ เป็นคำชี้ขาดที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นไปตามข้อตกลงแห่งสัญญาพิพาท การบังคับตามคำชี้ขาดย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ศาลจึงต้องปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการดังกล่าว ผู้คัดค้านจึงยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'อดีตผู้พิพากษาอาวุโส' เจาะลึกคำสั่งศาลปกครองสูงสุดปมเปิดประตูรับคำฟ้อง 'หมอสรณ'
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
'ปกรณ์' ยันคำสั่งศาลปค.สูงสุด ยังไม่กระทบขั้นตอนทูลเกล้าฯ ให้ 'หมอสรณ' พ้นประธานกสทช.
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นให้รับฟ้องคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กรณีวินิจฉัยคุณสมบัติของตนเองไว้พิจารณาจะส่งผลเรื่องขั้นตอนการทูลเกล้าฯ
'หมอสรณ' ร่อนแถลงการณ์ น้อมรับคำสั่งศาลปค.สูงสุด ลั่นไม่ใช่วันที่มีผู้แพ้-ชนะ
ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ออกคำแถลงภายหลังศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ศาลปกครองชั้นต้นรับคำฟ้องไว้พิจารณา กรณีข้อพิพาทเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ โดยน้อมรับและเคารพคำสั่งของศาล พร้อมขอบคุณกระบวนการยุติธรรมที่พิจารณาทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงตามกระบวนการตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ศาลปกครองสูงสุด พลิกคำสั่ง! ให้รับคำร้อง 'หมอสรณ' ไว้พิจารณา ปมคุณสมบัติประธาน กสทช.
ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ศาลปกครองกลางรับคดี "นพ.สรณ" ฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. และคำขอคุ้มครองชั่วคราวไว้พิจาณา เหตุคำวินิจฉัยเป็นคำสั่งทางปกครองตามกฎหมาย ประธาน กสทช.จึงเป็นผู้เสียหายในคดี
แบบนี้ก็มี! หมอสรณเบี้ยวฟังคำสั่งศาลพร้อมของงดเผยแพร่คำตัดสินออกสาธารณะ
ศาลปค.สูงสุดงดอ่านคำสั่งคดี 'หมอสรณ' หลังเจ้าตัวไม่มาศาล พร้อมขอศาลงดเผยแพร่คำสั่ง
ศาลปค.ชี้ชะตา‘สรณ’ ปมอุทธรณ์สู้กก.สรรหา
"หมอสรณ" ลุ้น! ศาลปกครองสูงสุดชี้ชะตาเก้าอี้ "ปธ.กสทช." รับ-ไม่รับคำฟ้อง

