‘สรรพสามิต’ คาดยอดจองรถอีวีปีนี้พุ่ง 2.5 หมื่นคัน

“สรรพสามิต” ดึง “เบนซ์” โดดร่วมมาตรการสนับสนุนอีวี พร้อมแจงกำลังจีบ “เทสร่า” ร่วมด้วย คาดสิ้นปียอดจอง-ยอดขายยานยนต์ไฟฟ้าทะยาน 2.5 หมื่นคัน จ่อชง ครม. ของบ 1 หมื่นล้านบาท อัดฉีดส่วนลด 1.5 แสนบาทต่อคัน สำหรับอีวีที่เข้าร่วมมาตรการในปีงบประมาณ2567-2568

9 ธ.ค. 2565 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กรมสรรพสามิตได้ลงนามข้อตกลงตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ากับผู้นำเข้ารถยนต์เพิ่มอีก 1 ราย คือ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด โดยบริษัทจะได้รับสิทธิลดอากรศุลกากรและลดภาษีสรรพสามิต ขึ้นอยู่กับขนาดความจุของแบตเตอรี่ สำหรับการนำเข้ารถยนต์แบบพลังงานไฟฟ้า (BEV) ในปี 2565-2566 และผลิตรถยนต์ BEV ในปี 2565-2568

ทั้งนี้ จากการลงนามในครั้งนี้ ทำให้ปัจจุบันมีผู้ประกอบการอุตสาหกรรม และผู้นำเข้าลงนามในข้อตกลงกับกรมสรรพสามิตแล้ว 12 ราย แบ่งเป็น ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมและผู้นำเข้ารถยนต์ 9 ราย และรถจักรยานยนต์ 3 ราย

“การลงนามในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมั่นใจของเบนซ์ที่ให้ความสนใจในมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ของภาครัฐ รวมถึงการเป็นฐานการผลิตรถยนต์อีวี ซึ่งกระบวนการหลังจากนี้ ทางเบนซ์จะต้องกลับไปทำแผนเกี่ยวกับรุ่นรถยนต์ และโครงสร้างราคารถยนต์ที่จะเข้าร่วมมาตรการมาเสนอให้กรมฯ พิจารา ซึ่งหากราคาขายเกิน 2 ล้านบาทต่อคัน บริษัทจะได้รับสิทธิ์แค่การลดอัตราภาษีจาก 8% เหลือ 2% แต่ถ้าราคาขายไม่เกิน 2 ล้านบาท ก็จะได้รับเงินอุดหนุนด้วย 1.5 แสนบาทต่อคันด้วย ส่วนรายต่อไปที่คาดว่าจะเข้ามาร่วมมาตรการเร็ว ๆ นี้ คือฮอนด้า ขณะที่ค่ายเทสร่านั้น กำลังติดต่ออยู่ว่าสนใจจะเข้าร่วมมาตรการหรือไม่” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่ผู้ได้รับสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าประเภทรถยนต์แล้ว 1 ครั้ง จำนวน 540 คัน คิดเป็นเงินอุดหนุนจำนวน 81 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่ผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินอุดหนุนตามมาตรการ ครั้งที่ 2 จำนวน 1,297 คัน คิดเป็นเงินอุดหนุน 194.5 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมียอดจองและยอดขายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่ขอรับสิทธิตามมาตรการ ภายในสิ้นปี 2565 รวมกันทั้งสิ้นกว่า 2.5 หมื่นคัน

นายณัฐกร อุเทนสุต ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต กล่าวว่า ยืนยันว่าขณะนี้ค่ายรถยนต์ให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมมาตรการสนับสนุนอีวีเป็นจำนวนมาก โดยล่าสุด ค่ายรถยนต์ฮอนด้า ยืนยันว่าพร้อมที่จะประกอบรถยนต์ไฟฟ้าภายในปี 2566 และคาดว่าจะเข้ามาลงนามกับกรมฯ ได้เร็ว ๆ นี้ โดยกรมฯ คาดว่าภายในปี 2566 จะมียอดจองรถยนต์ไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นคัน ซึ่งกรมฯ จะจ่ายเงินชดเชยให้กับรถยนต์ที่ส่งมอบและจดทะเบียนถูกต้องกับกรมขนส่งทางบกเรียบร้อยแล้วเท่านั้น

อย่างไรก็ดี กรมฯ เตรียมจะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอจัดสรรงบประมาสำหรับจ่ายเงินอุดหนุนให้รถยนต์ที่เข้าร่วมมาตรการ ในปีงบประมาณ 2567-2568 วงเงินราว 1 หมื่นล้านบาท จากจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่คราดว่าจะขอรับเงินอุดหนุนอีกไม่ต่ำกว่า 7 หมื่นคัน จากก่อนหน้านี้ ครม. ได้อนุมัติวงเงิน 3 พันล้านบาท เพื่อใช้อุดหนุนรถยนต์อีวีที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งวงเงินดังกล่าวคาดว่าจะเพียงพอสำหรับดำเนินการถึงสิ้นปีงบประมาร 2566 สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ส่งมอบเรียบร้อยแล้วไม่เกิน 2 หมื่นคัน โดยมีการประเมินว่าตั้งแต่ปี 2564-2568 จะมีรถยนต์ไฟฟ้าที่เข้าร่วมมาตรการสนับสนุนของรัฐบาล ราว 1 แสนคัน

นายณัฐกร ยังกล่าวถึงกรีที่ที่คนซื้อรถยนต์ไฟฟ้าไปแล้วและไม่สามารถผ่อนชำระได้ ว่า กรมฯ ยืนยันว่าก็จะไม่มีการเรียกเงินคืนจากคนซื้อ เนื่องจากการให้เงินสนับสนุนเป็นการหักโดยตรงกับผู้ประกอบการซึ่งต่างจากโครงการรถคันแรก ที่เป็นการให้เงินชดเชยคืนให้กับผู้ซื้อรถยนต์โดยตรง ดังนั้นในกรณีของมาตรการรถยนต์อีวีเมื่อมีการหักไปแล้ว จะมีการนำรถไปขายต่อก็ไม่ส่งผลกระทบ เพราะเป็นเรื่องของกลไกตลาด และเป็นสิทธิ์ของคนซื้อรถมือ 2 ที่จะต้องได้รถในราคาที่หักเงินชดเชยออกไปแล้ว

ขณะเดียวกัน ที่ผ่านมา ต้นทุนการผลิตรถอีวีมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ค่ายรถยนต์บางรายมีการเสนอขอปรับราคาต้นทุนเพิ่มขึ้น โดยในรายที่เข้าร่วมมาตรการสนับสนุนอีวี ก็ต้องมาพิจารณาว่าต้นทุนที่ขอปรับเพิ่มมามีความเหมาะสมหรือไม่ และจะกระทบสิทธิ์กับผู้ซื้อที่ต้องหักเงินชดเชย 1.5 แสนบาทต่อคันหรือไม่ แต่ก็เชื่อว่ายังมีช่องว่างให้สามารถปรับราคาได้ เพราะว่ากรมฯ ให้สิทธิ์ราคารถไม่เกิน 2 ล้านบาท แต่รถที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่อยู่ที่ราคา 1 ล้านกว่าบาท ส่วนรายใหม่ที่ยื่นเข้าร่วมโครงการต้องไปพิจารณาต้นทุนให้เหมาะสม และมาเสนอโครงสร้างราคากับกรมฯ อีกครั้ง

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บอร์ดธ.ก.ส.สั่งลุย‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ช่วยเกษตรกร

ข่าวดี! ‘บอร์ด ธ.ก.ส.’ สั่งลุย ‘โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ วงเงิน 30,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี เคาะปล่อยกู้เกษตรกรรายละไม่เกิน 100,000 บาท หนุนลดต้นทุน-เพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

'สรรพสามิต'ลุยศึกษาภาษีบุหรี่-หนุนเปลี่ยนผ่านEV

‘สรรพสามิต’ ลุยศึกษาใช้โครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่อัตราเดียว-โครงการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านใช้รถไฟฟ้า แจงลุยศึกษายังไม่สะเด็ดน้ำ ก่อนเร่งสรุปชงคลัง-ครม. พิจารณาเห็นชอบ

เอาจริง! รัฐบาลตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ นายกฯนั่งประธาน

“อนุทิน” ลงนามตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ นายกฯนั่งประธาน ดึงหัวหน้าส่วนราชการ-ตัวแทนเอกชน นั่งกรรมการ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฮับผลิตชิปขั้นสูงอาเซียน ดันสร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไทย ผลักดันเป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ควบคู่พัฒนาบุคลากรรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม 14 มิถุนายน 2569 - รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ โดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีฉบับนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้มีการแถลงต่อรัฐสภาว่ารัฐบาลมีนโยบายในนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพ การเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ เช่น ดิจิทัล AI หุ่นยนต์(Robotic) เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่การแพทย์และสุขภาพ ซึ่งอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจำนวนมากต้องใช้เซมิคอนดักเตอร์เป็นอุปกรณ์ และส่วนประกอบที่สำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องมีการดึงดูดการลงทุน และวางยุทธศาสตร์การผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์เป้าหมายที่จะมุ่งสู่การเป็นฮับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของอาเซียน และผลักดันผลิตภัณฑ์ 'ชิปเมดอินไทยแลนด์' ให้เกิดจริงภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ ปี พ.ศ. 2593 โดยเน้นยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุนมูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน ทั้งนี้เผื่อผลักดันเป้าหมายดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงนายกรัฐมนตรีจึงได้มีคำสั่งให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติขึ้น โดยนโยบายนี้จะสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโช่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ทำให้เกิดการพัฒนาบุคลากรและปัจจัยสนับสนุนการลงทุน นำไปสู่การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในภาพรวมและการสร้างขีดความสามารถของประเทศในการเป็นฐานการผลิตเชมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และเกิดผล อย่างเป็นรูปธรรม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ.2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเชมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการฯมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบไปด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี นายอนุชิต อนุชิตานุกูล กรรมการ และมีนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นกรรมการและเลขานุการ สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯได้แก่ 1.กำหนดทิศทางนโยบาย แผนแม่บท และเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเชมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย 2.พิจารณาแผนงานและโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการพัฒนา อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ 3.บูรณาการและติดตามประเมินผลการดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง ตามแผนงานและกรอบแนวทางที่กำหนดไว้ รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงใหเเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป 4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม และ 5.ปฏิบัติงานอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของคณะอนุกรรมการและคณะทำงานที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 หรือตามระเบียบของทางราชการ แล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของหน่วยงานต้นสังกัดของเลขานุการคณะอนุกรรมการ

จบดรามา! นายกฯ สั่งคลังทบทวนตัดสิทธิ 'บัตรคนจน' ปมลูกลดหย่อนภาษี

'เอกนิติ' เผยนายกฯ สั่งทบทวน เกณฑ์บัตรคนจน ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่ ให้คกก.ประชารัฐฯ พิจารณาเร็วที่สุดเสร็จภายใน ก.ค.นี้ ย้ำเพื่อความเป็นธรรมกับทุกคน

‘สรรพสามิต’โชว์ผลงานจับสินค้าเถื่อน เดือนพ.ค.รวม3,206คดี/บุหรี่-สุราแชมป์

‘สรรพสามิต’ โชว์ผลงานจับสินค้าเถื่อน เดือน พ.ค. 69 รวม 3,206 คดี คิดเป็นค่าปรับกว่า 734.70 ล้านบาท เผยคดียาสูบยังคงเป็นการกระทำความผิดมากที่สุด รองลงมาเป็นคดีสุรา