'สรรพสามิต' ตอบปมกมธ.ติงรายได้ภาษีบุหรี่หด ชูเก็บอัตราเดียวเหมาะสม/ลุยปราบสินค้าเถื่อน

‘สรรพสามิต’ แจงกรรมาธิการงบ 70 ยันศึกษาปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่แบบอัตราเดียวเสร็จแล้ว เตรียมชงคลังไฟเขียว ระบุเป็นแนวทางที่เหมาะสม เกิดประโยชน์สูงสุดต่ออุตสาหกรรม-ผู้ปลูกยาสูบ แก้ปมรายได้หด พร้อมกางแผนปราบบุหรี่-สินค้าเถื่อน

10 ก.ค. 69 – นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2570 หลังจากกรรมาธิการมีคำถามว่า กรมสรรพสามิตจะมีแผนในการเร่งปรับโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้จากบุหรี่อย่างไร เนื่องจากผลว่า การจัดเก็บรายได้จากภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตราในปัจจุบัน คือเก็บภาษี 25% สำหรับบุหรี่ที่ขายปลีกไม่เกิน 72 บาทต่อซอง และ 42% สำหรับบุหรี่ที่ชายปลีกตั้งแต่ 72 บาทต่อซองขึ้นไป ซึ่งอาจทะให้รัฐสูญเสียรายได้ 1-2 หมื่นล้านบาทต่อปี สะท้อนว่าระบบภาษีในปัจจุบันอาจยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายด้านการจัดเก็บรายได้ของรัฐได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ว่า ขณะนี้กรมสรรพสามิตได้ทำการศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เป็นแบบอัตราเดียวแล้ว และอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบภาษี อุตสาหกรรมยาสูบ เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบ และรายได้ของภาครัฐต่อไป

ทั้งนี้ ปัจจุบันการจัดเก็บภาษีบุหรี่ของประเทศไทย เป็นแบบ 2 อัตรา คือ เก็บภาษี 25% สำหรับบุหรี่ราคาขายปลีกไม่เกิน 72 บาทต่อซอง และเก็บภาษี 42% สำหรับบุหรี่ขายปลีกเกิน 72 บาทต่อซอง ซึ่งมีผลกระทบทำให้การเก็บรายได้ภาษีบุหรี่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากผู้บริโภคบางส่วนปรับเปลี่ยนไปบริโภคสินค้าที่มีภาระภาษีต่ำกว่า ซึ่งมีราคาถูกกว่า ประกอบกับปัญหาการลักลอบนำเข้าบุหรี่เถื่อนและบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้าตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ จึงทำให้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้อยู่ในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต

นอกจากนี้ กรณีที่กรรมาธิการได้มีข้อซักถามกรมสรรพสามิต เกี่ยวกับมาตรการในการป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าหนี้ภาษีตั้งแต่ต้นทางอย่างไร โดยเฉพาะบุหรี่เถื่อน บุหรี่ไฟฟ้า และสินค้านำเข้าราคาต่ำจากต่างประเทศ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อรายได้รัฐ ทำให้ผู้ประกอบการในประเทศเสียเปรียบทางการแข่งขันนั้น อธิบดีกรมสรรพสามิต ระบุว่า กรมสรรพสามิตได้กำหดนแนวทางป้องกันและสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าหนี้ภาษี โดยได้บูรณาการการทำงานร่วมกับกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชนในการสนับสนุนข้อมูลและอำนวยความสะดวกในการตรวสอบ

“กรมสรรพสามิตได้ทำงานร่วมกับกรมศุลกากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบปราบปรามสินค้าบุหรี่ที่ลักลอบเข้ามาบริเวณชายแดน ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยต้นน้ำได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวก้อง เช่น กรมศุลกากรในการตรวจสอบและปราบปรามสินค้าหนี้ภาษีบริเวณชายแดน ส่วนกลางน้ำ หน่วยงานตรวจสอบและปราบปรามสินค้าหนีภาษีหรือสินค้าต้องห้าม ได้ตรวจสอบจุดกระจายสินค้าของภาคเอกชน เช่น โกดังบริษัทจำหน่ายสินค้าออนไลน์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการข่าวและการสืบสวนติดตามเครือข่ายลักลอบนำเข้า และปลายน้ำ มีการสร้างความรู้ความเข้าใจกับผู้บริโภคเกี่ยวกับความเสี่ยงของบุหรี่ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบและควบคุมตามมาตรฐานของภาครัฐ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ” นายพรชัย ระบุ

สำหรับ ผลการปราบปรามช่วงเดือนมิ.ย. 2568 – มิ.ย. 2569 สามารถจับกุมคดีที่เกี่ยวข้องได้ประมาณ 3 หมื่นคดี เพิ่มจากปีก่อนประมาณ 30-40% สะท้อนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานป้องกันและปราบปรามสินค้าหนีภาษีของหน่วยงาน

อย่างไรก็ดี เมื่อช่วงต้นปี 2569 กรมสรรพสามิต ระบุว่า ได้เร่งศึกษาการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เสร็จเรียบร้อยแล้ว และเตรียมเสนอให้รัฐบาลชุดที่ผ่านมาพิจารณา แต่ไม่ทัน เนื่องจากมีการยุบสภาก่อน ดังนั้นขณะนี้เมื่อมีรัฐบาลอำนาจเต็มก็สามารถพิจารณาเห็นชอบเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ใหม่ ซึ่งแบบอัตราเดียว เป็นโครงสร้างที่สากลเป็นธรรมการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

โดยหลักการของโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ใหม่แบบอัตราเดียวที่คาดว่าจะเสนอ ครม. นั้น จะให้มีการปรับเพิ่มอัตราภาษีทั้งการจัดเก็บตามปริมาณ และตามมูลค่าเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตรา โดยการจัดเก็บตามมูลค่าที่ 25% ของราคาขายปลีกแนะนำ สำหรับบุหรี่ที่ขายปลีกซองละไม่เกิน 72 บาท และ 42% ของบุหรี่ที่ราคาขายปลีกซองละ 72 บาทขึ้นไป และเก็บภาษีตามปริมาณที่ 1.25 บาทต่อมวน

เพิ่มเพื่อน