'คมนาคม' กางตัวเลขคนแห่ใช้บริการขนส่งสาธารณะ 16.4 ล้านคน

“คมนาคม” สรุปการเดินทาง 7 วันสงกรานต์ ประชาชนใช้บริการระบบขนส่งสาธารณะ “บก-น้ำ-ราง-อากาศ” รวม 16.4 ล้านคน ใช้รถส่วนตัวเข้า-ออกกรุงเทพฯ 6.7 ล้านคัน อุบัติเหตุบนถนนคมนาคมลดลง 3.6%

19 เม.ย. 2566 – รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 66 ระหว่างวันที่ 11-17 เม.ย. 2566 กระทรวงคมนาคม สามารถจัดบริการระบบขนส่งสาธารณะทั้งทางบก น้ำ ราง และอากาศ ได้อย่างเพียงพอ ไม่มีผู้โดยสารตกค้าง ทั้งเที่ยวไป และกลับ มีประชาชนเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ รวม 16,480,812 คน การเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลบนโครงข่ายถนนในความรับผิดชอบของกระทรวงคมนาคม มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยเดินทางเข้า – ออกกรุงเทพฯ รวม 6,777,659 คัน แบ่งเป็น ขาเข้า 3,459,214 คัน ขาออก 3,318,418 คัน การเดินทางทั่วประเทศ โดยระบบขนส่งสาธารณะ แบ่งเป็น ทางราง 6,359,690 คน-เที่ยว ทางอากาศ 1,700,786 คน-เที่ยว และทางน้ำ 1,617,409 คน-เที่ยว

ทั้งนี้ในส่วนของการอำนวยความปลอดภัย ป้องกัน และลดอุบัติเหตุบนโครงข่ายถนนของกระทรวงคมนาคม ได้ดำเนินมาตรการกำกับดูแลผู้ขับขี่รถสาธารณะ ตรวจสอบสภาพรถให้มีความพร้อม การบริหารจัดการเส้นทางหลวง ทางพิเศษ การป้องกันปัญหาบริเวณจุดตัดทางรถไฟ และการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้มีจำนวนการเกิดอุบัติเหตุบนโครงข่ายทางหลวงและทางหลวงชนบท ลดลง 3.68% เมื่อเทียบกับปี 2565 โดยเกิดอุบัติเหตุทางถนน 1,316 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 182 ราย บาดเจ็บ 1,466 ราย สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด การไม่สวมหมวกนิรภัยของผู้ขับขี่ และการดื่มแล้วขับ

สำหรับระบบขนส่งสาธารณะ มีอุบัติเกิดขึ้นกับรถโดยสารสาธารณะ 5 ครั้ง และทางราง 2 ครั้ง ไม่มีผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บ ส่วนทางน้ำ และทางอากาศไม่มีอุบัติเหตุ ขณะเดียวกันกระทรวงคมนาคมจะนำข้อมูลการให้บริการขนส่งสาธารณะ และสถิติการเกิดอุบัติเหตุมาวิเคราะห์ และถอดบทเรียนการดำเนินงาน เพื่อจัดทำแผนอำนวยความสะดวกและความปลอดภัย รองรับการเดินทางของประชาชนช่วงเทศกาลวันหยุดยาวให้เกิดประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับความสะดวกในการเดินทาง และถึงที่หมายอย่างปลอดภัยสูงสุดต่อไป

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง

ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ