คลังพร้อมเต็มสูบรับมือ ‘โอไมครอน’ เตรียมงบ 1 ล้านล้านรออัดฉีดพยุงเศรษฐกิจ

คลังยันพร้อมเต็มสูบรับมือ “โอไมครอน” แจงมีงบรออีก 1 ล้านล้านบาทอัดฉีดเข้าระบบเศรษฐกิจ “อาคม” ยันปีหน้าจีดีพีโตแน่ 4% วอนเอกชนใจเย็นหลังเรียกร้องฟื้นช้อปดีมีคืน

2 ธ.ค. 2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.การคลัง กล่าวว่า มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน เป็นหน้าที่ของสาธารณสุขที่จะต้องดูแนวทางการป้องกันให้ชัดเจน ส่วนหน้าที่ของกระทรวงการคลังก็ต้องดูว่าการแพร่ระบาดต้องไม่ส่งผลกระทบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ดังนั้นมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดจึงต้องมีความชัดเจน ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ก็ได้ให้ความสำคัญกับการจำกัดการแพร่ระบาด และปรับรูปแบบการตรวจหาเชื้อจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามาให้เข้มข้นมากขึ้น

“มาตรการที่จะทำต้องคู่ขนานกันระหว่างมาตรการดูแลเศรษฐกิจและมาตรการในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ จากสถานการณ์ขณะนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลง สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีความตื่นตัวและให้ความร่วมมือในการป้องกันการแพร่ระบาด และฉีดวัคซีน” นายอาคม กล่าว

นายอาคม กล่าวอีกว่า แม้ว่าจะมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ แต่ก็ไม่อยากให้กังวลในเรื่องของเม็ดเงินที่ใช้ในการดูแลเศรษฐกิจปี 2565 โดยจะมีเม็ดเงินจากงบประมาณปี 2565 จำนวน 3.1 ล้านล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบลงทุน 6 แสนล้านบาท และงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจอีก 3 แสนล้านบาท ขณะที่เงินกู้ตาม พ.ร.ก. กู้เงินโควิดเพิ่มเติม วงเงิน 5 แสนล้านบาท ยังเหลือเม็ดเงินอีก 2.5 แสนล้านบาท รวมกว่า 1 ล้านล้านบาทที่เตรียมจะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปีหน้า โดยในส่วนเม็ดเงินตาม พ.ร.ก.กู้เงินโควิดเพิ่มเติมนั้น แม้ว่าจะเป็นงบที่เตรียมไว้ใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่หากมีการแพร่ระบาดรอบใหม่ก็สามารถที่จะโยกเม็ดเงินมาใช้ในการเยียวยาได้

ส่วนข้อเสนอเอกชนที่ให้ฟื้นโครงการช้อปดีมีคืน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปีใหม่นั้น รมว.การคลัง ระบุเพียงว่า “ขอให้ใจเย็น ๆ”

อย่างไรก็ดี นายอาคม ได้กล่าวในการปาฐกถาพิเศษในงาน Bangkok Post International Forum 2021 ในหัวข้อ “Unleashing The Future : A Glimpse into 2022 and Beyond ว่า ในปี 2564 คาดว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) จะขยายตัวได้ที่ระดับ 1% ซึ่งถือเป็นระดับที่สมเหตุสมผล ส่วนไตรมาส 4/2564 มองว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวและมีสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากไตรมาส 3/2564 ที่หดตัว 0.3% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาคการส่งออกที่ยังขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ช่วยสนับสนุนอำนาจการซื้อ และลดภาระความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศ ผ่านโครงการคนละครึ่ง และยิ่งใช้ยิ่งได้ เป็นต้น รวมทั้งยังมีมาตรการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ผ่านมาตรการลดค่าน้ำประปา และค่าไฟฟ้า รวมถึงการเร่งฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในประเทศ ขณะที่การเปิดประเทศยังช่วยสนับสนุนกิจกรรทางเศรษฐกิจให้ตัวดีขึ้น โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยว เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในปีนี้

“ที่ต้องติดตามคือความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น รวมถึงความเสี่ยงการจากแพร่ระบาดของโอไมครอน ซึ่งที่ผ่านมาไทยมีประสบการณ์จากอดีต ก็เชื่อว่าจะสามารถนำมาปรับใช้และช่วยลดผลกระทบ รวมถึงป้องกันสถานการณ์การแพร่ระบาดได้” นายอาคม กล่าว

นายอาคม กล่าวอีกว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจเพื่อให้กับมาเติบโตได้อย่างมีศักยภาพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยต้องมีมาตรการที่ช่วยส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างทั่วถึง กระจายไปยังทั่วประเทศ ผลักดันการเติบโตทั้งในระยะสั้น และเตรียมพร้อมเพื่อส่งเสริมการเติบโตในระยะยาว โดยรัฐบาลจะเน้น 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่1. การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ โดยการลดการปล่อยก๊าซ CO2 ซึ่งนโยบายที่สำคัญคือการสนับสนุนอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) โดยในช่วงต้นปีหน้าจะมีความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมดังกล่าวออกมา

2. การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่ ๆ โดยการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ เน้นลงทุนใน 12 อุตสาหกรรมใหม่ ผ่านโครงการอีอีซี เพื่อส่งเสริมศักยภาพของไทย ลดการพึ่งอุตสาหกรรมเก่า3. การเปลี่ยนเศรษฐกิจสู่เศรษฐกิจดิจิทัล รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล เช่น โครงการ 5G เพื่อรองรับการเติบโตด้านดิจิทับ4.การสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ ซึ่งมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป และ5. การส่งเสริมตลาดทุน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจกับการลงทุนผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้น โดยขณะนี้คลังอยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูแลให้การลงทุนดังกล่าวเป็นไปตามกฎ ระเบียบระหว่างประเทศ และเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจของไทย

อย่างไรก็ดี รมว.การคลัง ยืนยันว่าปัจจุบันสถานะทางการคลังของประเทศมีความมั่นคง โดยรัฐบาลยังมีความสามารถในการบริหารจัดการด้านการเงินเพื่อสนับสนุนประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 รวมถึงส่งเสริมให้มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างมีศักยภาพ ผ่านการสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่สำคัญ โดยการบริหารจัดการด้านการเงินของรัฐบาลยังอยู่ภายใต้กรอบความยั่งยืนทางการคลัง และเป็นไปตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 โดยในเดือน ต.ค. 2564 สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศอยู่ที่ 58.8% ของจีดีพี ยังไม่เกินกรอบเพดานวินัยการคลังที่ 70% ของจีดีพี

“คลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะทำงานร่วมกันเพื่อให้แน่ใจว่านโยบายการเงินและการคลังจะทำให้เกิดภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยการนำนโยบายการเงินและการคลังมาปฏิบัติจะต้องเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจไทย และเอื้อต่อการฟื้นตัวที่เข้มแข็ง โดยรัฐบาลให้คำมั่นว่าจะทำให้ดีที่สุดเพื่อให้มีการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และเตรียมเศรษฐกิจสำหรับโลกหลังโควิด-19 เรื่องนี้รัฐบาลไม่สามารถทำได้ลำพัง ผู้มีส่วนได้เสียทุกคน โดยเฉพาะภาคเอกชนจะมีบทบาทสำคัญ รัฐบาลจะยังสนับสนุนให้เอกชนมีส่วนร่วม และเสริมสร้างความร่วมมือกับทุกส่วนทำงานร่วมกันเพื่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน” นายอาคม กล่าว