
‘สันติธาร’ ชี้เศรษฐกิจไทยยังแจ่ม เสถียรภาพแข็งแกร่ง เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารนโยบาย ยังไม่จำเป็นต้องเร่งขยับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย หนุนรัฐปลุกลงทุนเพิ่มเป็น 30% ต่อจีดีพี ปูพรมเติมโตอย่างยั่งยืน
24 มิ.ย. 2569 – นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันยังมีจุดแข็งด้านเสถียรภาพที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดี เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่ต้องเผชิญแรงกดดันจากความผันผวนของค่าเงินจนไม่สามารถดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดูแลเศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างเต็มที่ ทำให้หลายประเทศแม้เศรษฐกิจยังไม่พร้อม แต่กลับถูกบังคับให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพื่อป้องกันความผันผวนของค่าเงิน ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล ขณะที่ไทยยังไม่อยู่ในจุดดังกล่าว จึงมีความยืดหยุ่นในการกำหนดนโยบายดอกเบี้ยมากกว่า
นอกจากนี้ ต้องยอมรับว่าไทยยังถือว่ามีความผันผวนของค่าเงินและอัตราดอกเบี้ยน้อยกว่าหลายประเทศ เนื่องจากมีฐานะด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจที่แข็งแรงกว่าในหลายมิติ แต่ในโลกยุคใหม่ที่เงินทุนมีต้นทุนสูงขึ้น นักลงทุนจะให้ความสำคัญกับผลตอบแทนมากขึ้น ทำให้ประเทศไทยต้องรักษาสมดุลระหว่างเสถียรภาพ และการเติบโต ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจโลก มองว่าโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ โดยยุคดอกเบี้ยขาลงของเฟดได้สิ้นสุดลงแล้ว และกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสภาพคล่องตึงตัวมากขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้หลายประเทศเผชิญแรงกดดันด้านค่าเงินและต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น
“ข้อดีสำคัญของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้คือ การมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ทำให้การกำหนดนโยบายดอกเบี้ยของไทยสามารถยึดตามสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศได้เป็นหลัก และไม่จำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงเพราะประเทศอื่นดำเนินการในทิศทางเดียวกัน” นายสันติธาร ระบุ
นายสันติธาร กล่าวอีกว่า สิ่งที่ไทยขาดในเวลานี้ไม่ใช่เสถียรภาพ แต่คือ Growth Story หรือเรื่องราวการเติบโตใหม่ที่จะดึงดูดนักลงทุน เพราะหากประเทศมีเพียงเสถียรภาพแต่ไม่มีศักยภาพการเติบโตที่น่าสนใจ ก็อาจไม่สามารถดึงดูดเงินลงทุนได้เพียงพอ โดยในระยะ 4 ปีข้างหน้า เห็นว่าเป้าหมายเศรษฐกิจสำคัญมี 3 ด้าน ได้แก่ การผลักดันให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตเฉลี่ยเกิน 3% ต่อปี การเพิ่มสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีให้กลับไปใกล้ระดับ 30% จากปัจจุบันที่อยู่เพียง 22-23% และการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยให้ติดอันดับ 20 ประเทศแรกของโลก
ทั้งนี้ ยอมรับว่าเป้าหมายทั้งหมดเป็นเรื่องท้าทาย แต่ยังมีความเป็นไปได้ หากภาครัฐทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนของภาคเอกชนอย่างจริงจัง ซึ่งการลงทุนของไทยส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากภาครัฐ แต่มาจากภาคเอกชน รัฐจึงต้องทำหน้าที่ช่วยเร่งให้เอกชนลงทุนมากขึ้น และการลดอุปสรรคต่าง ๆ ที่ขัดขวางการตัดสินใจลงทุน
“เป้าหมายการเพิ่มการลงทุนต่อจีดีพีเป็น 30% มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นตัวแปรหลักที่จะช่วยผลักดันทั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกัน โดยไทยไม่เคยกลับไปแตะระดับดังกล่าวอีกเลยนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ส่วนเป้าหมายการก้าวสู่ประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปีนั้น อ้างอิงจากผลการศึกษาของธนาคารโลก (World Bank) ที่ประเมินว่า หากประเทศไทยสามารถผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างในทุกด้านได้สำเร็จ จะช่วยย่นระยะเวลาในการก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่โจทย์เร่งด่วนที่สุดในเวลานี้ คือ การทำให้เศรษฐกิจเติบโตมากพอก่อน เพราะปัจจุบันขนาดเค้กเศรษฐกิจของไทยเติบโตช้า เมื่อรวมกับปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่เดิม จึงยิ่งทำให้ปัญหารุนแรงขึ้น” กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าว
อย่างไรก็ดี ในส่วนกรณีความกังวลเกี่ยวกับฟองสบู่หุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีชั้นสูงนั้น ในระยะสั้นเป็นลักษณะของการปรับฐานมากกว่าการยืนยันว่าเป็นฟองสบู่ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่หุ้นกลุ่มดังกล่าวจำนวนมาก เมื่อทิศทางตลาดเปลี่ยน นักลงทุนจึงเทขายหุ้นที่เคยได้รับความนิยมสูงออกมามากเป็นพิเศษ ซึ่งยังต้องติดตามพัฒนาการต่อไปอย่างใกล้ชิด

