
7 ก.ย.นี้ ‘แท็กซี่’นัดรวมตัวยื่นหนังสือ ‘สุริยะ’หลังเข้าทำงานตำแหน่งเจ้ากระทรวงคมนาคมใหม่ป้ายแดงวันแรก วอนแก้ปัญหาปากท้อง 7 ข้อ ขึ้นค่าโดยสาร-แก้หนี้เสีย-รถป้ายดำ-หนุนใช้แท็กซี่ไฟฟ้า
6 ก.ย.2566-นายวิฑูรย์ แนวพานิช ประธานกลุ่มเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานคร และนายกสมาคมการค้าเครือข่ายแท็กซี่ไทย เปิดเผยว่า ในวันที่ 7 ก.ย.66 เวลา 13.00 น. ตนพร้อมสมาชิกจะไปที่กระทรวงคมนาคม เพื่อยื่นหนังสือถึงนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม เรื่องขอให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการและผู้ประกอบอาชีพแท็กซี่ พร้อมแสดงความยินดีในโอกาสเข้าดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคมคนใหม่
ทั้งนี้ในช่วงเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยและทั่วโลกได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการระบาดของโรคโควิด-19 ในทุกสาขาอาชีพ โดยเฉพาะอาชีพผู้ขับรถยนต์รับจ้างสาธารณะ ได้รับผลกระทบรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จนหลายคนต้องเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายตามที่เป็นข่าวตามสื่อต่างๆ และหลายหมื่นคนต้องเลิกอาชีพเพราะไปต่อไม่ไหว รวมทั้งรถแท็กซี่เกือบทั้งหมดเป็นรถที่อยู่ระหว่างการผ่อนชำระกับไฟแนนซ์ จึงไม่สามารถผ่อนชำระค่างวดได้ หลายรายถูกยึดรถทำให้เกิดเป็น หนี้เสีย (Non-performing Loan : NPL) ทั้งระบบแท็กซี่
นายวิฑูรย์ กล่าวต่อว่า ขณะที่เกิดเหตุได้ร้องขอให้รัฐบาลช่วยเหลือเยียวยาผลกระทบที่ได้รับจากนโยบายลดการระบาดของโรคโควิด-19 การปิดประเทศของรัฐบาล แต่ไม่ได้รับการเยียวยาเป็นรูปธรรม ส่งผลกระทบถึงปัจจุบัน เมื่อครั้งที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้มาพบกับกลุ่มเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่ในเขตกรุงเทพมหานคร ทำให้ท่านได้รับทราบปัญหาและท่านได้รับปากว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้ร่วมจัดตั้งรัฐบาลจะคงไว้ซึ่งกระทรวงคมนาคมให้กับพรรคเพื่อไทย และจะแก้ปัญหาผลกระทบให้กับเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่และผู้ประกอบอาชีพทั้งหมดอย่างเร่งด่วน
ปัจจุบันพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และ มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น รมว.คมนาคม จึงขอให้ช่วยแก้ปัญหาให้กับเครือข่ายสหกรณ์แท็กซี่จำนวน 7 ข้อดังนี้ 1.ปรับอัตราค่าโดยสารให้สะท้อนความเป็นจริงของต้นทุนและค่าครองชีพ 2.แก้ปัญหาจากผลกระทบจากโควิด-19 โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดปัญหาหนี้เสีย (NPL) กับแท็กซี่ทั้งระบบ 3.แก้ปัญหารถส่วนบุคคลรับจ้างที่ละเมิดกฎหมายอย่างเด็ดขาด
4.พัฒนาเทคโนโลยี เพื่อรองรับการให้บริการที่ทันสมัย รองรับการให้บริการประชาชนผู้ใช้บริการและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ 5.สนับสนุนระบบรถแท็กซี่ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า และป้องกันระบบผูกขาดจากกลุ่มทุนต่างประเทศ โดยคุ้มครองคนไทยให้ยังคงอยู่ในการประกอบการและประกอบอาชีพแท็กซี่ 6.ลดราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ หรือ NGV และ แก๊ส LPG ที่ใช้กับรถแท็กซี่ และ 7.จัดสวัสดิการให้กับผู้ขับรถแท็กซี่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง
ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

