
‘พิพัฒน์’ นำทีมคมนาคมเดินหน้าต่อยอด MOU ‘ไทย–รัสเซีย’ แลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและองค์ความรู้ พัฒนาคน วิจัย และถ่ายทอดนวัตกรรมระบบราง มุ่งยกระดับความปลอดภัย สร้างอุตสาหกรรมรถไฟไทย ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติในระยะยาว
5 ส.ค.2569-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พร้อมด้วย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง ผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย และคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม เข้าพบนายมิคาอิล เมเคดอฟ (Mikhail Mekhedov) รองผู้อำนวยการ All-Russian Scientific Research Institute of Railway Transport (VNIIZHT) และคณะผู้บริหารสถาบัน ณ กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อหารือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ด้านระบบราง พร้อมผลักดันความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านคมนาคมระหว่างไทย–รัสเซีย ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในระดับปฏิบัติ
นายพิพัฒน์ กล่าวขอบคุณผู้บริหาร VNIIZHT ที่ให้การต้อนรับ พร้อมระบุว่า สถาบันแห่งนี้เป็นหนึ่งในสถาบันวิจัยด้านระบบรางที่มีชื่อเสียงของรัสเซีย ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1918 และมีบทบาทสำคัญในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางของประเทศมากว่าศตวรรษ ครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบอาณัติสัญญาณและควบคุมการเดินรถ เทคโนโลยีรถล้อเลื่อน การทดสอบและรับรองมาตรฐาน ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัยของระบบราง
ขณะเดียวกันรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบรางในฐานะโครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ เพราะจะช่วยอำนวยความสะดวกและยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน ลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถในการขนส่งสินค้า และเสริมศักยภาพการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาค ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องพัฒนาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี บุคลากร และอุตสาหกรรมระบบรางควบคู่กัน
ทั้งนี้ การหารือครั้งนี้จะต้องต่อยอดไปสู่การทำงานร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยประเทศไทยต้องการเรียนรู้ทั้งเทคโนโลยี ประสบการณ์ และมาตรฐานที่รัสเซียสั่งสมมาอย่างยาวนาน เพื่อนำมาคัดเลือกและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ เป้าหมายสำคัญไม่ใช่เพียงการนำเข้าเทคโนโลยี แต่คือการสร้างศักยภาพของบุคลากรไทย เพื่อให้สามารถพัฒนา ดูแล และต่อยอดเทคโนโลยีระบบรางได้ด้วยตนเองในอนาคต ก่อนเข้าหารือกับผู้บริหาร VNIIZHT ได้ทดลองใช้บริการรถไฟใต้ดินกรุงมอสโกด้วยตนเอง เพื่อศึกษาระบบการให้บริการจากมุมมองของผู้โดยสาร ตั้งแต่การใช้งานตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ การใช้บัตร Troika Card ระบบแตะเข้า–ออก การให้ข้อมูลผู้โดยสาร ตลอดจนการเชื่อมต่อและเปลี่ยนเส้นทางระหว่างสาย
นอกจากนี้ คณะได้เดินทางด้วยรถไฟใต้ดินสาย Sokolnicheskaya ก่อนเปลี่ยนขบวนที่สถานี Komsomolskaya บนเส้นทาง Circle Line ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเดินทางที่รองรับผู้โดยสารจำนวนมากและเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟหลักของกรุงมอสโก โดยได้ศึกษาการออกแบบพื้นที่ การจัดระบบสัญจร และการบริหารจัดการผู้โดยสารภายในสถานีขนาดใหญ่ ก่อนเดินทางต่อไปยังสถานี Park Pobedy ซึ่งตั้งอยู่ลึกจากระดับพื้นดินประมาณ 84 เมตร เพื่อศึกษาการบริหารสถานีใต้ดินระดับลึก ทั้งระบบบันไดเลื่อนระยะยาว ระบบระบายอากาศ มาตรการด้านความปลอดภัย และการบริหารจัดการผู้โดยสาร
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การได้ทดลองใช้ระบบจริงทำให้เห็นว่า ระบบขนส่งสาธารณะที่มีประสิทธิภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวรถหรือสถานีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องออกแบบประสบการณ์การเดินทางทั้งหมด ตั้งแต่การซื้อตั๋ว การเข้าถึงสถานี การเปลี่ยนสาย การให้ข้อมูลการเดินทาง ไปจนถึงมาตรการด้านความปลอดภัย ซึ่งสิ่งที่ประเทศไทยจะนำมาปรับใช้จะต้องช่วยให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย และเชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ
สำหรับประเทศไทยมีศักยภาพในการต่อยอดจากการเป็นฐานการผลิตยานยนต์ของภูมิภาค ซึ่งมีบุคลากรด้านวิศวกรรม ผู้ผลิตชิ้นส่วน และห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง ไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมระบบราง โดยภาครัฐและหน่วยงานด้านระบบรางควรเป็นกลไกสำคัญในการสร้างองค์ความรู้และความต้องการของตลาด ก่อนเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนไทยเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
ส่วนแนวทางความร่วมมือระหว่างไทยและรัสเซีย จะเริ่มจากการพัฒนาบุคลากร การแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ การวิจัยและพัฒนาร่วมกัน การถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ การพัฒนามาตรฐานและระบบการทดสอบ การซ่อมบำรุง การสร้างห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนการผลิตหรือประกอบรถล้อเลื่อนในประเทศไทยในระยะยาว เพื่อสร้างอุตสาหกรรมระบบรางที่เข้มแข็งของประเทศ
นายพิพัฒน์ กล่าวย้ำว่า เป้าหมายสูงสุดของกระทรวงคมนาคม คือการคัดเลือกองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับประเทศไทย เพื่อนำมายกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของระบบราง ควบคู่กับการสร้างคน สร้างงาน และเพิ่มขีดความสามารถของอุตสาหกรรมไทย เพื่อให้การลงทุนด้านระบบรางสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ประเทศและประชาชนอย่างยั่งยืน
ด้านนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ถือเป็นการนำกรอบความร่วมมือภายใต้ MOU ระหว่างกระทรวงคมนาคมของไทยและรัสเซียมาต่อยอดสู่การดำเนินงานจริง โดยฝ่ายรัสเซียพร้อมแบ่งปันองค์ความรู้ ประสบการณ์ และบทเรียนจากการพัฒนาระบบรถไฟมายาวนาน โดยเฉพาะด้านการบริหารรถล้อเลื่อน การซ่อมบำรุง การกำกับมาตรฐานและความปลอดภัย รวมถึงการพัฒนาบุคลากรและงานวิจัย
นายชยธรรม์ กล่าวว่า ความร่วมมือที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ในระยะสั้น คือการพัฒนาบุคลากรและการฝึกอบรม โดยรัสเซียมีมหาวิทยาลัยและสถาบันด้านคมนาคมถึง 19 แห่ง ขณะที่ Russian University of Transport มีองค์ความรู้ครอบคลุมตั้งแต่วิศวกรรมรถไฟ รถล้อเลื่อน สะพาน อุโมงค์ ระบบอาณัติสัญญาณ เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) สำหรับระบบขนส่ง ซึ่งประเทศไทยเสนอให้ความร่วมมือครอบคลุมทั้งนักศึกษา วิศวกร นักวิจัย บุคลากรของการรถไฟแห่งประเทศไทย และสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง เพื่อเริ่มต้นจากการพัฒนาคน ก่อนต่อยอดสู่การวิจัยร่วม การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้ดำเนินความร่วมมือในรูปแบบ Expert-to-Expert Cooperation โดยเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานไทยนำโจทย์ปัญหาจริงไปหารือกับผู้เชี่ยวชาญของรัสเซียผ่านระบบออนไลน์ในแต่ละสาขา เพื่อให้ความร่วมมือเดินหน้าต่อเนื่องโดยไม่ต้องรอการประชุมระดับรัฐมนตรี หนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าสนใจคือระบบวิเคราะห์และคาดการณ์ผลกระทบจากปัจจัยภายนอกต่อโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น และข้อมูลด้านอุทกวิทยา เพื่อประเมินพื้นที่หรือสถานีรถไฟที่มีความเสี่ยงระบบดังกล่าวสามารถแจ้งเตือนเมื่อค่าต่าง ๆ มีแนวโน้มเข้าสู่ระดับวิกฤต พร้อมระบุพื้นที่เสี่ยง แจ้งผู้รับผิดชอบ และเชื่อมโยงไปสู่แนวทางปฏิบัติ ตั้งแต่การตรวจสอบโครงสร้าง การจำกัดความเร็วของขบวนรถ ไปจนถึงการพิจารณาหยุดเดินรถในกรณีที่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย
นายชยธรรม์ กล่าวว่า เทคโนโลยีดังกล่าวมีศักยภาพที่จะนำมาศึกษาร่วมกับการรถไฟแห่งประเทศไทยและหน่วยงานวิจัยของไทย เพื่อพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ โดยเฉพาะการรับมือความเสี่ยงจากฝนตกหนักและอุทกภัย หากสามารถเชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศเข้ากับข้อมูลโครงสร้างพื้นฐานได้ จะช่วยให้หน่วยงานสามารถรับรู้ความเสี่ยงได้รวดเร็ว แจ้งเตือนได้ทันท่วงที และตัดสินใจด้านการเดินรถได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ VNIIZHT ยังมีศักยภาพด้านการวิจัย การกำหนดข้อกำหนดทางเทคนิค การทดสอบและรับรองผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการพัฒนามาตรฐานระบบราง โดยเฉพาะความสามารถในการทดสอบรถล้อเลื่อนและเทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูง รวมถึงแท่นทดสอบระบบเบรกที่รองรับความเร็วมากกว่า 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งนับเป็นองค์ความรู้สำคัญที่ประเทศไทยสามารถนำมาศึกษาเพื่อพัฒนาระบบมาตรฐาน การทดสอบ และการรับรองเทคโนโลยีระบบรางของประเทศในอนาคต
นายชยธรรม์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการรถไฟแห่งประเทศไทยและสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือในแต่ละด้านให้ชัดเจน และผลักดันผลการหารือครั้งนี้ไปสู่แผนงานที่สามารถดำเนินการได้จริง อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับระบบรางของไทยให้มีความทันสมัย ปลอดภัย และสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

