
‘คมนาคม’ เดินหน้าสรรหาผู้ว่าการ ‘รฟม.-รฟท.’ หลังครบวาระ มั่นใจได้ผู้บริหารระดับสูงรัฐวิสาหกิจจะได้เดินหน้าระบบรางที่ค้างให้ได้ไปต่อทั้ง รถไฟสายสีส้ม-รถไฟทางคู่-รถไฟความเร็วสูง กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนผู้ว่า ฯกทพ.ไร้ปัญหาเจ้ากระทรวงไฟเขียวต่อให้นั่งแท่นผู้ว่าฯอีก1วาระหวังสานงานสร้างทางด่วนในภูมิภาคต่อ
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการสรรหา ผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจของกระทรวงคมนาคมที่ครบวาระ4ปีในปีนี้ว่า จากที่ได้รับรายงานขณะนี้ กระทรวงคมนาคมจะต้องมีการสรรหาผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯในรัฐวิสาหกิจถึง 3 ตำแหน่ง ประกอบด้วย ตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(รฟม.)ที่ครบวาระเมื่อเมื่อ มี.ค.ที่ผ่านมา และ ตำแหน่งผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.)ซึ่ง ตำแหน่งนี้จะครบวาระในเดือน เม.ย.นี้ ส่วนตำแหน่งผู้ว่าการ การทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ.)จะครบวาระในเดือน ส.ค.นี้
ล่าสุดทาง คณะกรรมการ รฟท. ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหา ผู้ที่จะมาดำตำแหน่งผู้ว่า รฟท. คนใหม่ แล้วโดยมีนายอภิรัฐ ไชยวงศ์น้อย อธิบดีกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ในฐานะกรรมการบอร์ด รฟท. เป็นประธาน ซึ่งหลังจากนี้คณะกรรมการสรรหาฯ จะพิจารณาเพื่อกำหนดคุณสมบัติต่างๆ และประกาศสรรหา ตามพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต่อไป ส่วนรฟม. นั้น ขณะนี้ได้รับรายงานว่าบอร์ด รฟม. ยังไม่มีการดำเนินการ แต่อย่างใด เชื่อว่าทางผู้ที่เกี่ยวข้องคงกำลังดำเนินการ โดยตนจะมีการหารือกับนายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รมช.คมนาคม เพื่อกำหนดนโยบายในเรื่องนี้ต่อไป
ส่วนตำแหน่งผู้ว่า กทพ. ที่ปัจจุบันมีนายสุรเชษฐ์ เหล่าพูลสุข เป็นผู้ว่าการ กทพ.นั้นปัจจุบันยังไม่หมดวาระและจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในช่วงเดือน ส.ค.67 นี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่านายสุรเชษฐ์ จะได้ต่อวาระการเำรงตำแหน่งผู้ว่า กทพ. ไปอีก 1สมัย เนื่องจากงานที่อยู่ในความรับผิดชอบ ยังมีโครงการทางด่วนทั้งใน กทม. ปริมณฑล รวมถึง ในต่างจังหวัดมีโครงการที่มีความสำคัญจะะต้องเร่งสานต่ออีกหลายโครงการ
นายสุริยะ กล่าวต่อว่า ในปีนี้กระทรวงคมนาคมพร้อมเดินหน้าโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวน 7 เส้นทาง ระยะทาง 1,479 กิโลเมตร (กม.) วงเงินลงทุนรวม 275,303.78 ล้านบาท ,รถไฟความเร็วสูง ช่วงโคราช-หนองคาย เพื่อเสริมศักยภาพโครงข่ายระบบรางให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และรองรับการเชื่อมต่อระบบรางในภูมิภาคอาเซียน ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ที่ยังไม่สามารถดำเนินการต่อได้นั้น คงต้องรอให้กระบวนการศาลฯให้เรียบร้อยก่อน ถึงจะเดินหน้าต่อได้
สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวน 7 เส้นทาง ปัจจุบันออกแบบเสร็จแล้วทั้ง 7 เส้นทาง ประกอบด้วย1.ช่วงขอนแก่น-หนองคาย ถือเป็นเส้นทางในเฟส 2 ที่มีความสำคัญในลำดับแรก เนื่องจากเป็นเส้นทางตามยุทธศาสตร์ที่เชื่อมต่อกับ สปป.ลาว ที่มีเส้นทางรถไฟเชื่อมไปยังประเทศจีนตอนใต้ 2.ช่วงชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี 3. ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ,4. ช่วงเด่นชัย-เชียงใหม่ ,5. ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี 6. ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา และ 7. ช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์
โดยโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 2 จำนวน 3 เส้นทาง วงเงินรวม 133,146 ล้านบาทนั้นทาง คณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.ได้อนุมัติเห็นชอบดำเนินการ ประกอบด้วย 1.โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 281 กม. วงเงิน 81,143 ล้านบาท 2.โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงชุมทางถนนจิระ-ราชธานี ระยะทาง 308 กม.วงเงิน 44,103 ล้านบาทและ 3.โครงการรถไฟทางคู่ ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 45 กม. วงเงิน 7,900 ล้านบาท โดยทั้ง 3 เส้นทาง อยู่ระหว่างจัดทำข้อมูลเพื่อเสนอขออนุมัติโครงการฯ หลังจากนั้นรฟท.จะเสนอรายงานผลการประชุมคณะกรรมการฯในครั้งนี้ต่อกระทรวงคมนาคมพิจารณาเห็นชอบก่อนเสนอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
ขณะที่ความคืบหน้าโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนระบบรถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีดไทย-จีน) ระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย ระยะทาง 356 กิโลเมตร(กม.) วงเงิน 341,351 ล้านบาท คาดว่าจะเสนอให้คณะกรรมการบอร์ด รฟท.พิจารณาภายในเดือน เม.ย.-พ.ค.นี้ ปัจจุบันได้ดำเนินการออกแบบงานโยธาแล้วเสร็จ ซึ่งอยู่ระหว่างจัดทำเล่มรายงานวิเคาะห์ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ (อีไอเอ) ส่งให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พิจารณเห็นชอบต่อไป สำหรับโครงการดังกล่าวคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างภายในเดือน ธ.ค.67 พร้อมเปิดให้บริการได้ภายในเดือน ธ.ค. 73
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รฟท. เคลียร์เหตุดินสไลด์ บริเวณอุโมงค์ขุนตาน เปิดเดินรถสายเหนือได้ตามปกติแล้ว
การรถไฟฯ เปิดเดินรถสายเหนือได้ตามปกติแล้ว หลังเคลียร์เหตุดินสไลด์บริเวณอุโมงค์ขุนตาน ย้ำความปลอดภัยผู้โดยสารเป็นสำคัญ
เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง
ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ
กุ้งแลกปลากะพง! กษ.ชงข้อเสนอเจรจามาเลเซีย
รัฐบาลเร่งคลี่คลายปัญหากุ้งไทยส่งออกมาเลเซีย 'กระทรวงเกษตรฯ' เดินหน้าเจรจา แลกปรับมาตรการตรวจสอบนำเข้าปลากะพง ลดผลกระทบเกษตรกร

