ลุยแก้กฎหมายขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์บนรถไฟท่องเที่ยว

‘สุรพงษ์’ เผยแผนขอแก้ประกาศสำนักนายกฯให้ขายอาหาร-แอลกอฮอล์ บนรถไฟท่องเที่ยวได้ ปิ๊งไอเดียนำอาหารขึ้นชื่อประจำท้องถิ่นที่รถไฟสายท่องเที่ยววิ่งผ่าน มาเสริ์ฟผู้โดยสารถึงขบวน ปลุกพลัง Soft Power ท้องถิ่น กระตุ้นการท่องเที่ยวทั่วไทย 

10 ก.ค.2567-นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รมช.คมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) อยู่ระหว่างการแก้ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้สามารถจำหน่ายบนรถโดยสารสาธารณะได้ รวมทั้งนำสินค้าของเด่นและมีชื่อเสียงตามแนวเส้นทางรถไฟมาจำหน่าย เช่น ห่อหมกวังก์พง ไก่ย่างบางตาล อาหารมิชลิน เป็นต้น ทั้งนี้ รฟท. จะนำมาดำเนินการบนตู้เสบียงของขบวนรถไฟท่องเที่ยว (ขบวนพิเศษ) ซึ่งนำต้นแบบมาจากการให้บริการบนสายการบิน เพื่อเป็นการยกระดับการให้บริการแก่นักท่องเที่ยว และยกระดับภาพลักษณ์ของ รฟท. สอดรับนโยบายของรัฐบาลในการกระตุ้นการท่องเที่ยว และยังถือเป็นอีกหนึ่ง Soft Power ของประเทศไทยด้วย

นอกจากนี้ รฟท. มีแผนเพิ่มความถี่ขบวนรถไฟท่องเที่ยวในรูปแบบ One Day Trip (วันเดย์ทริป) หรือ 2 วัน 1 คืน ซึ่งปัจจุบันจัดให้บริการเฉพาะช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ สัปดาห์ละ 2 วัน ด้วยขบวนรถไฟ KIHA 183 มีทั้งเช้าไปเย็นกลับ (วันเดย์ทริป) และพักค้างคืน รวมประมาณ 70 ทริปต่อปี โดยภายในปี 2567 รฟท. มีแผนจะขยายการให้บริการเพิ่มขึ้นในวันธรรมดา รวมเป็นสัปดาห์ละ 4 วัน และเพิ่มขบวนรถพิเศษท่องเที่ยว SRT ROYAL BLOSSOM  เข้ามาให้บริการด้วย จะส่งผลให้มีขบวนรถพิเศษนำเที่ยวให้บริการรวมประมาณ 400 ทริปต่อปี ทั้งนี้ในอนาคตจะผลักดันให้เป็น 700 ทริปต่อปีด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ   เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2567  ในส่วนของการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ขอพิจารณาแนวทางการขอยกเว้นสถานที่ หรือบริเวณห้ามขายหรือบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในบริเวณสถานีรถไฟ หรือในขบวนรถที่อยู่บนทางรถไฟ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศนั้นได้ให้ คกก.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ร่วมกับ รฟท.หารือแนวทางและมาตรการควบคุมป้องกันด้านสาธารณสุขและการท่องเที่ยว และร่างกฎหมายส่งให้ คณะกรรมการนโยบายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แห่งชาติ พิจารณาถึงความเหมาะสมและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจและผลกระทบด้านสุขภาพของประชาชนต่อไป

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง

ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ