
‘สุรพงษ์’ ตรวจงานระบบราง สั่ง รฟท.เร่งไฮสปีด ‘กรุงเทพ-โคราช’ เปิดให้บริการตามแผน ส่วนทางคู่สายอีสาน จี้เคลียร์ปัญหา 2 จุด เร่งชง ครม.เพิ่มงบเวนคืนกว่า 197 ล้านบาท ลุยปรับแบบสะพานสีมาธานี ปักหมุดสายอีสานเสร็จปี 71
2 ก.ค.2567-นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รมช.คมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาค ช่วงกรุงเทพฯ-หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา) ระยะทางรวม 250.77 กิโลเมตร(กม.) ได้กำชับให้การรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) เร่งรัดการก่อสร้าง รวมถึงแก้ไขอุปสรรคต่างๆ เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการได้ทันตามแผนงานที่กำหนดไว้ภายในปี 2571 ปัจจุบันเหลือ 2 สัญญาที่อยู่ระหว่างดำเนินการ
สำหรับความคืบหน้าโครงการรถไฟทางคู่ ระยะที่ 1 (เฟสแรก) ช่วงมาบกะเบา – ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 132 กิโลเมตร (กม.) ว่า ขณะนี้ ยังติดปัญหา 2 จุด คือ จุดที่ 1 บริเวณอำเภอปากช่อง เรื่อง พรฎ.เวนคืนที่ดินที่เริ่มตั้งแต่ปี 2559 และหมดอายุไปแล้วเมื่อปี 2564 ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างต่อได้ จึงมอบหมายให้ประธานบอร์ดการรถไฟฯ ไปดำเนินการเจรจาปรองดอง โดยหลักการการรถไฟฯ ดำเนินการเวนคืนที่ดินเอง เพื่อให้โครงการฯ สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งจะใช้งบประมาณฉุกเฉินเร่งด่วน วงเงิน 200 กว่าล้านบาท

ส่วนจุดที่ 2 บริเวณสะพานสีมาธานี ปัจจุบันได้ข้อสรุปแล้ว โดยการก่อสร้างข้ามสะพานสีมาธานีซึ่งจบเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการปรับบีโอคิวก่อนนำเสนอบอร์ดการรถไฟหรือปรับแบบนิดหน่อย รวมทั้งอยู่ระหว่างการสรุปตัวเลขงบประมาณที่เพิ่มเติม ซึ่งจะใช้งบประมาณไม่มากนัก คาดว่า จะสามารถเสนอเข้าบอร์ดการรถไฟฯ ภายในเดือนสิงหาคม 2567 จากนั้นจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายใน ก.ย.-ต.ค. 2567 ซึ่งเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางของประชาชน
“ในปี 2571 จะถือเป็นยุคความรุ่งเรืองของรถไฟทางคู่สายอีสาน เพราะจะมีทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ไปจนถึงหนองคาย รวมถึงยังมีรถไฟทางคู่ ที่ได้ดำเนินการตั้งแต่ช่วงมาบกระเบาไปจนถึงคลองขนานจิตร ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งจะแล้วเสร็จประมาณช่วงปลายปี 2568 ส่วนจากคลองขนานจิตรไปถึงโคราช ยังติดปัญหาเรื่องสะพานสีมาธานี ซึ่งยังต้องใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี หรือจะแล้วเสร็จถึงปี 2571 ช่วยลดระยะเวลาการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปโคราช จาก 3 ชั่วโมง เหลือ 2 ชั่วโมง หรือลดระยะเวลาไป 1 ชั่วโมง“ นายสุรพงษ์ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง
ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

