'สุริยะ' จี้งานก่อสร้างบนถนนพระราม2ต้องเสร็จมิ.ย. 68

“สุริยะ” ขีดเส้น 11 เดือน 3 โครงการก่อสร้างบนถนนพระราม 2 “ทางด่วนพระราม 3 – ดาวคะนอง และมอเตอร์เวย์ M82” ต้องแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้ประชาชนได้ใช้บริการภายใน มิ.ย. 68 สั่งการ ทล.-กทพ. ติดตามงานอย่างใกล้ชิด – รายงานความคืบหน้าทุกเดือน

4 ก.ย. 2567 – นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม เปิดเผยถึงโครงการก่อสร้างบนทางหลวงหมายเลข35 (ถนนพระราม 2) ว่า ในปัจจุบันถนนพระราม 2 มีโครงการก่อสร้างที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการทางพิเศษ สายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก รับผิดชอบโดยการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ขณะนี้ภาพรวมโครงการมีความก้าวหน้า 80.92% คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในเดือนมิถุนายน 2567 ส่วนสะพานทศมราชัน หรือสะพานคู่ขนานสะพานพระราม 9 ของโครงการทางพิเศษสายดังกล่าวนั้น ขณะนี้การก่อสร้างเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่า จะเปิดให้บริการได้ในช่วงปลายปี 2567

2.โครงการก่อสร้างทางยกระดับ ทล. 35 ช่วงบางขุนเทียน – เอกชัย ระยะทาง 8.3 กิโลเมตร (กม.) รับผิดชอบโดยกรมทางหลวง (ทล.) คาดว่า จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2567 และจะเปิดให้ประชาชนได้ทดลองใช้บริการชั่วคราว ระหว่างด่านพันท้ายนรสิงห์ – ด่านมหาชัย ระยะทาง 4 กม. ภายในปลายปีนี้ ในส่วนจุดเชื่อมต่อกับโครงการทางพิเศษ สายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตกนั้น ได้เร่งรัดการดำเนินการก่อสร้างทางขึ้น – ลง เพื่อเปิดให้ประชาชนได้ใช้บริการต่อไป และ 3.โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 82 (M82) สายบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว ช่วงเอกชัย – บ้านแพ้ว ระยะทาง 16.3 กม. คาดว่า จะแล้วเสร็จตามแผนที่กำหนดไว้ภายในเดือนมิถุนายน 2567 และจะเปิดให้บริการเต็มรูปแบบตลอดเส้นทางภายในปี 2570

นายสุริยะ กล่าวต่อว่า จากการรายงานของ กทพ. และ ทล. ระบุยืนยันว่า ทุกโครงการบนถนนพระราม 2 ยังอยู่ในแผนที่ควบคุมได้ ซึ่งจะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือนมิถุนายน 2568 อย่างแน่นอน ซึ่งในขณะนี้มีเวลาอีก 11 เดือนที่ต้องเร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้ โดยมอบหมายให้ทั้ง 2 หน่วยงาน ต้องรายงานความคืบหน้าโครงการฯ ให้กระทรวงคมนาคมรับทราบในทุกเดือน พร้อมทั้งมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด และต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นที่ตั้ง และในการปฎิบัติหน้าที่จะต้องไม่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเป็นอันขาด อย่างไรก็ตาม เมื่อทุกโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และการขนส่งสินค้าลงสู่ภาคใต้ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย

“ในทุก ๆ เดือน ได้มอบหมายให้หน่วยที่รับผิดชอบ มารายงานความคืบหน้าการดำเนินโครงการ ซึ่งจากการดูรายงานในช่วงที่ผ่านมาแล้ว พบว่า ทุกอย่างมีความพร้อมทั้งหมด ทั้งแผนการดำเนินงาน อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องจักร บุคลากร และอื่น ๆ รวมทั้งก่อนหน้านี้ทั้ง 2 หน่วยงานได้ไปดูกระบวนการตั้งแต่การหล่อคานที่โรงงานว่าทำได้กี่ตัว แล้วเสร็จทั้นไหม ดังนั้น อีก 11 เดือนที่เหลือ เชื่อว่า ทุกโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างบนถนนพระราม2 จะแล้วเสร็จทั้งหมดภายในเดือน มิ.ย. 2568 และพร้อมให้ประชาชนได้ใช้บริการต่อไป” นายสุริยะ กล่าว

สำหรับภาพรวมโครงการบนถนนพระราม 2 มีความคืบหน้า ดังนี้ โครงการทางพิเศษสายพระราม 3 – ดาวคะนอง – วงแหวนฯ ภายใต้การกับกำดูแลของ กทพ. จากการรายงานล่าสุด ระบุว่า สัญญาที่ 1 มีความคืบหน้าการก่อสร้าง70.19%, สัญญาที่ 2 คืบหน้า 89.16% และสัญญาที่ 3 คืบหน้า 76.38% ขณะที่ โครงการภายใต้การกำกับดูแลของทล. ประกอบด้วย ทางยกระดับทางหลวงหมายเลข 35 ช่วงบางขุนเทียน – เอกชัย ระยะทาง 8.3 กม. ความคืบหน้าโครงการ แบ่งเป็น ตอนที่ 1 คืบหน้า 96.83% ตอนที่ 2 คืบหน้า 93.52% และตอนที่ 3 คืบหน้า 96%

ส่วนโครงการมอเตอร์เวย์ หมายเลข 82 เอกชัย – บ้านแพ้ว ระยะทาง 16.3 กม. มีทั้งหมด 10 ตอน ระยะเวลาแล้วเสร็จส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงเดือนมิถุนายน 2568 หรือเร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ โดยความคืบหน้าล่าสุด แบ่งเป็น ตอนที่ 1 คืบหน้า 67.759%, ตอนที่ 2 คืบหน้า 55.815%, ตอนที่ 3 คืบหน้า 50.413%, ตอนที่ 4 คืบหน้า 46.415%, ตอนที่ 5 คืบหน้า 70.512%, ตอนที่ 6 คืบหน้า 41.111%, ตอนที่ 7 คืบหน้า 35.851%, ตอนที่ 8 คืบหน้า 63.190%, ตอนที่ 9 คืบหน้า 82.885% และตอนที่ 10 คืบหน้า 61.092% นอกจากนี้ โครงการทางต่างระดับบ้านแพ้ว ประกอบด้วย งานก่อสร้างทาง 1 แห่ง และสะพาน 2 แห่ง ล่าสุด ภาพรวมโครงการมีความก้าวหน้า 62.14% คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงเดือนมิถุนายน 2568 เช่นเดียวกัน

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'สุริยะ' รอหนังสือตอบ 'รมว.เกษตรมาเลเซีย' นัดหารือเคลียร์ปมระงับกุ้งไทย 5 สายพันธุ์

สุริยะ เผยความคืบหน้าเดินทางไปเจรจากับรมว.เกษตรของประเทศมาเลเซีย เพื่อปลดล็อคกุ้งไทย 5 สายพันธุ์

เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง

ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ