คลังเปิดทางนายจ้างลูกจ้างเลื่อนนำส่งเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

การขยายระยะเวลาให้นายจ้างและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สามารถหยุดหรือเลื่อนการนำส่งเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการชั่วคราว

25 ม.ค. 2565 นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้มีมาตรการขยายระยะเวลาการช่วยเหลือนายจ้างและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จากเดิมที่ผ่อนผันให้จนถึงงวดนำส่งเงินของเดือนธันวาคม 2564 ให้สามารถหยุดหรือเลื่อนการนำส่งเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (กองทุนฯ) เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่งวดนำส่งเงินของเดือนมกราคม 2565 จนถึงงวดนำส่งเงินของเดือนมิถุนายน 2565 โดยนับอายุการเป็นสมาชิกกองทุนฯ ต่อเนื่อง และคงสมาชิกภาพไว้ ภายใต้หลักการและแนวปฏิบัติเดิม  เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของลูกจ้างและนายจ้างที่ยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ในปัจจุบัน โดยมุ่งหวังให้ลูกจ้างที่เป็นแรงงานในระบบยังคงสถานะการเป็นสมาชิกกองทุนฯ และสามารถออมผ่านกองทุนฯ หลังจากที่สถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 ได้คลี่คลาย เพื่อเป็นหลักประกันรายได้และนำไปสู่ความมั่นคงทางการเงินเมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กำหนดประเภทธุรกิจ ระยะเวลา และเงื่อนไขให้ลูกจ้างหรือนายจ้างหยุดหรือเลื่อนการส่งเงินสะสม หรือเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในท้องที่ที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ สาธารณภัย หรือเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2565 ซึ่งได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2565 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2565 เป็นต้นไป

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘เอกนิติ’ชูไทยช่วยไทยพลัสช่วยเพิ่มยอดขาย หนุนผู้ประกอบการใช้AIอัปสกิลยกระดับธุรกิจ

‘เอกนิติ’ ชูโครงการไทยช่วยไทย พลัส หนุนผู้ประกอบการยกระดับการใช้ AI ช่วยเพิ่มยอดขาย เร่งอัปสกิลร้านอาหารไทยใช้ AI ยกระดับธุรกิจจริง ด้าน LINE MAN Wongnai เปิดตัว ‘Wongnai Genie’ AI ผู้ช่วยสำหรับร้านอาหาร

ศุลกากรภาค 2 จับสินค้าเถื่อนมูลค่ากว่า 238 ล้านบาท

ศุลกากรภาค 2 จับกุม เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง เครื่องใช้ไฟฟ้า และของใช้อื่นๆ เมืองกำเนิดต่างประเทศ  มูลค่ากว่า 238 ล้านบาท