สรรพากรเคลียร์ชัดแนวทางรีดภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล - เทรดคริปโต

สรรพากรชี้ชัดจัดเก็บภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลตามกฎหมายกำหนด พร้อมผ่อนปรนภายใต้กฎหมายปัจจุบันยึดผู้เสียภาษีเป็นศูนย์กลาง และสร้างความเป็นธรรมให้แก่ทุกฝ่าย 

28 ม.ค. 2565 ตามที่กรมสรรพากรได้เปิดรับฟังมุมมอง ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ จากทั้งหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ประกอบด้วย สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย สมาคมการค้าผู้ประกอบการธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย สมาคมฟินเทคประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน เป็นต้น เพื่อให้ได้แนวทางการจัดเก็บภาษีสินทรัพย์ดิจิทัลที่เหมาะสมกับบริบทในปัจจุบัน ทั้งยังร่วมกันเสนอแนวคิดและมุมมองที่เป็นประโยชน์ต่อภาครัฐและเอกชนในการร่วมกันดำเนินการส่งเสริมอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยในอนาคต นั้น

นายเอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศอธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า “จากการที่กรมสรรพากร ได้ทำงานร่วมกับผู้แทนสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย สมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ทั้งนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งได้มีการส่งแบบสอบถามให้ทุกฝ่ายที่อยู่ในชุมชนสินทรัพย์ดิจิทัลไทยในเรื่องการจัดเก็บภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัล นั้น มีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามกว่า ๓,๐๐๐ ราย โดยร้อยละ ๘๒ เป็นผู้มีเงินได้จากธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มีเงินได้จากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ซื้อมาเพื่อเก็งกำไร โดยเกือบร้อยละ ๙๐ ทราบมูลค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลของตนเองอย่างชัดเจน 

จากผลการรับฟังความคิดเห็น และการทำงานร่วมกันของทุกฝ่ายทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการต่างๆ โดยยึดแนวทางการถือเอาผู้เสียภาษีเป็นศูนย์กลาง (Taxpayer – Centric) รวมถึงการทำให้ชัด ผ่อนปรน และมองอนาคต อย่างไรก็ดี การประกอบธุรกิจและการลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมากโดยเฉพาะในช่วง ๑ – ๒ ปีที่ผ่านมา มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นจาก ๒๔๐ ล้านบาท เป็น ๔,๘๓๙ ล้านบาท มูลค่าทรัพย์สินของลูกค้าเพิ่มขึ้นจาก ๙,๖๐๐ ล้านบาท เป็น ๑๑๔,๕๓๙ ล้านบาท และมีจำนวนบัญชีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นจาก ๑.๗ แสนราย เป็น ๑.๙๘ ล้านราย รวมถึงวิวัฒนาการเทคโนโลยี ผลิตภัณฑ์ และรูปแบบการทำธุรกรรมต่างๆ มีความหลากหลายและปรับเปลี่ยนรวดเร็วมากตลอดเวลา กรมสรรพากรจึงได้ดำเนินการในส่วนที่มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการและจะดำเนินการนำเสนอเพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนในบางประเด็นเพื่อรองรับกับรูปแบบธุรกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

กรมสรรพากรได้ยึดแนวทาง ทำให้ชัด ผ่อนปรน และมองอนาคต โดยมีข้อสรุปดังนี้

ทำให้ชัด 

สำหรับการกำหนดรูปแบบของภาษีเงินได้ ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน ทางกรมสรรพากรได้มีแนวทาง ดังนี้

๑. การจัดเงินได้ให้ชัดเจน โดยระบุประเภทเงินได้และผลประโยชน์ให้ครอบคลุมกำไร/รายได้จากการโอน/ผลประโยชน์อันใดจากสินทรัพย์ดิจิทัล

๒.วิธีการ

๒. วิธีการคำนวณต้นทุนโดยใช้วิธีมาตรฐานการบัญชีรับรอง โดยสามารถทำได้ ๒ วิธี คือ     วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) หรือวิธีต้นทุนถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average Cost) โดยสามารถเปลี่ยนวิธีคำนวณในปีถัดไปได้

๓. การวัดมูลค่าสินทรัยพ์ดิจิทัล ณ เวลาที่ได้มา หรือราคาถัวเฉลี่ยในวันที่ได้มาทั้งนี้รายละเอียดต่างๆ จะมีอยู่ในคู่มือการชำระภาษีของผู้มีเงินได้จากการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งทางกรมสรรพากรกำลังพิจารณาร่วมกับ สมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย และสมาคมการค้าผู้ประกอบการธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย และจะดำเนินการเผยแพร่ในวันจันทร์ที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๖๕ 

ผ่อนปรน 

กรมสรรพากรได้มีแนวทางในการดำเนินการผ่อนปรนหลายๆ ประการ ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน และยังอยู่ภายในขอบเขตอำนาจหน้าที่ของกรมสรรพากรที่สามารถดำเนินการได้ โดยแบ่งออกเป็นในเรื่องของภาษีเงินได้ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามรายละเอียด ดังนี้

๑. การคำนวณภาษีเงินได้พึงประเมิน (กำไร) นั้น ทางกรมสรรพากรจะดำเนินการเสนอให้มีการออกกฎกระทรวงเพื่อให้สามารถนำผลขาดทุนมาหักกลบกับกำไรได้ในปีภาษีเดียวกัน ซึ่งจะสามารถเข้าเงื่อนไขนี้เฉพาะ ผู้ประกอบธุรกิจ หรือ Exchange ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เท่านั้น

๒. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายนั้น กรณีธุรกรรมที่กระทำผ่าน Exchange ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะไม่สามารถระบุตัวตนผู้รับเงิน     และไม่ทราบจำนวนเงินได้ที่ต้องหัก ณ ที่จ่าย ทำให้ไม่ครบองค์ประกอบการหักภาษี ณ ที่จ่าย จึงไม่จำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แต่อย่างใด

๓. ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรมสรรพากรจะเสนอพระราชกฤษฎีกาให้ยกเว้น VAT สำหรับธุรกรรมที่กระทำผ่าน ผู้ประกอบธุรกิจ หรือ Exchange ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสินทรัพย์ดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย

มองอนาคต

กรมสรรพากรจะพิจารณาหารือร่วมกับชุมชนสินทรัพย์ดิจิทัล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาความเป็นไปได้เชิงนโยบายในอนาคต เพื่อแก้ไขกฎหมายที่จำเป็นและเหมาะสม อาทิ การแก้ประมวลรัษฎากรมาตรา ๕๐ ที่เกี่ยวกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย โดยให้ผ่าน ผู้ประกอบธุรกิจ หรือ Exchange เป็นผู้หัก และนำส่งกรมสรรพากร การเปลี่ยนประเภทการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นภาษีธุรกิจเฉพาะ (Financial Transaction Tax) สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีลักษณะเป็นหลักทรัพย์ เป็นต้น ทั้งนี้ต้องดูความเหมาะสมและบริบทต่าง ๆ โดยรอบอีกครั้ง”

นายเอกนิตินิติทัณฑ์ประภาศอธิบดีกรมสรรพากร กล่าวเพิ่มเติมว่า “การทำงานร่วมกับชุมชนธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งภาครัฐและเอกชน ทำให้กรมสรรพากรได้มีโอกาสรับฟังความคิดเห็นและนำผลของข้อมูลต่างๆ มาพิจารณาการบริหารการจัดเก็บภาษีที่ตอบสนองต่อความต้องการของทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการร่วมกันที่จะทำให้กฎหมายภาษีอากรไม่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทย และยังคงรักษาหลักการจัดเก็บภาษีอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยยึดถือประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ”

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'เอกนิติ' ปลื้ม ศก.ไทยบวก 2 เด้ง จาก 'S&P - IMD' ลุยใช้ กรอ. ต่อยอด

'เอกนิติ' เตรียมต่อยอดความเชื่อมั่นประเทศไทย หลังเศรษฐกิจรับสัญญาณบวก 2 เด้ง ทั้ง 'S&P - IMD' ถก กรอ. นัดแรก 22 มิ.ย. ชูจุดแข็งแก้จุดอ่อน ลุยรื้อโครงสร้าง 4 ด้าน จ่อเปิดตัว 'Thailand Fast Pass'

บอร์ดธ.ก.ส.สั่งลุย‘สินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ช่วยเกษตรกร

ข่าวดี! ‘บอร์ด ธ.ก.ส.’ สั่งลุย ‘โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง’ วงเงิน 30,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี เคาะปล่อยกู้เกษตรกรรายละไม่เกิน 100,000 บาท หนุนลดต้นทุน-เพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

เอาจริง! รัฐบาลตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ นายกฯนั่งประธาน

“อนุทิน” ลงนามตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ นายกฯนั่งประธาน ดึงหัวหน้าส่วนราชการ-ตัวแทนเอกชน นั่งกรรมการ ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ฮับผลิตชิปขั้นสูงอาเซียน ดันสร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในไทย ผลักดันเป้าหมาย “ชิปเมดอินไทยแลนด์” ควบคู่พัฒนาบุคลากรรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม 14 มิถุนายน 2569 - รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ โดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีฉบับนี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ได้มีการแถลงต่อรัฐสภาว่ารัฐบาลมีนโยบายในนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน เสริมศักยภาพ การเติบโตของประเทศให้พ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการสร้างความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเดิมควบคู่กับการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญใหม่ เช่น ดิจิทัล AI หุ่นยนต์(Robotic) เซมิคอนดักเตอร์ อาหารแปรรูปมูลค่าสูง พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่การแพทย์และสุขภาพ ซึ่งอุตสาหกรรมแห่งอนาคตจำนวนมากต้องใช้เซมิคอนดักเตอร์เป็นอุปกรณ์ และส่วนประกอบที่สำคัญ ซึ่งจำเป็นต้องมีการดึงดูดการลงทุน และวางยุทธศาสตร์การผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศอย่างต่อเนื่องและจริงจัง ก่อนหน้านี้ประเทศไทยได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์เป้าหมายที่จะมุ่งสู่การเป็นฮับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของอาเซียน และผลักดันผลิตภัณฑ์ 'ชิปเมดอินไทยแลนด์' ให้เกิดจริงภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ ปี พ.ศ. 2593 โดยเน้นยุทธศาสตร์การดึงดูดการลงทุนมูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน ทั้งนี้เผื่อผลักดันเป้าหมายดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงนายกรัฐมนตรีจึงได้มีคำสั่งให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติขึ้น โดยนโยบายนี้จะสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโช่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ทำให้เกิดการพัฒนาบุคลากรและปัจจัยสนับสนุนการลงทุน นำไปสู่การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในภาพรวมและการสร้างขีดความสามารถของประเทศในการเป็นฐานการผลิตเชมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนได้ในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนตักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงในประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน และเกิดผล อย่างเป็นรูปธรรม อาศัยอำนาจตามความในมาตรา11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ.2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเชมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ โดยองค์ประกอบของคณะกรรมการฯมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบไปด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี นายอนุชิต อนุชิตานุกูล กรรมการ และมีนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นกรรมการและเลขานุการ สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯได้แก่ 1.กำหนดทิศทางนโยบาย แผนแม่บท และเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเชมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย 2.พิจารณาแผนงานและโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวกับการพัฒนา อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบ 3.บูรณาการและติดตามประเมินผลการดำเนินงานขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูง ตามแผนงานและกรอบแนวทางที่กำหนดไว้ รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะในการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงใหเเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดจนรายงานผลการดำเนินงานต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป 4.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม และ 5.ปฏิบัติงานอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย สำหรับการเบิกจ่ายเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของคณะอนุกรรมการและคณะทำงานที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 หรือตามระเบียบของทางราชการ แล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของหน่วยงานต้นสังกัดของเลขานุการคณะอนุกรรมการ

จบดรามา! นายกฯ สั่งคลังทบทวนตัดสิทธิ 'บัตรคนจน' ปมลูกลดหย่อนภาษี

'เอกนิติ' เผยนายกฯ สั่งทบทวน เกณฑ์บัตรคนจน ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดูพ่อแม่ ให้คกก.ประชารัฐฯ พิจารณาเร็วที่สุดเสร็จภายใน ก.ค.นี้ ย้ำเพื่อความเป็นธรรมกับทุกคน

สรรพากรทำได้แค่นี้? อดีตสว.สมชาย ข้องใจปมภาษี 1.76 หมื่นล้านของทักษิณ

“สมชาย แสวงการ” ตั้งข้อสงสัยการดำเนินการของกรมสรรพากรกรณีภาษี 1.76 หมื่นล้านบาทของ “ทักษิณ ชินวัตร” โดยถามเหตุใดจึงไม่ใช้มาตรา 37 แห่งประมวลรัษฎากรเรียกมาสอบข้อเท็จจริงก่อนดำเนินคดี พร้อมตั้งคำถามว่าหน่วยงานรัฐได้ใช้ทุ