เจาะลึก2กุญแจสำคัญปตท. ปั้นธุรกิจLNGและวางรากฐานCCSสร้างสมดุลพลังงานไทย

ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก อุตสาหกรรมพลังงานกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ในการสร้างสมดุลระหว่าง ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ และ ‘ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม’ ภายใต้แรงกดดันจากทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และระเบียบการค้าโลกใหม่ที่มุ่งเน้นการลดคาร์บอน

กลุ่มบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้นำด้านพลังงานของประเทศไทย ได้วางยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นไปที่ 2 กุญแจสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งการ ยกระดับสู่ผู้เล่นก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ระดับโลก เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานผ่านก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลัก และเดินหน้า ผลักดันเทคโนโลยี CCS (Carbon Capture and Storage) หรือการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะปลดล็อกขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่อุตสาหกรรมไทยในอนาคต

เป้าหมายการเป็น Global LNG Player

นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางกลยุทธ์ของกลุ่ม ปตท. มีเป้าหมายยกระดับธุรกิจ LNG อย่างจริงจัง จากปริมาณการค้าในปัจจุบันประมาณ 2 ล้านตันต่อปี เพิ่มเป็น 10 ล้านตันในปี 2573 และขยายต่อเนื่องเป็น 15 ล้านตันในปี 2578 โดยอาศัยจุดแข็งของ ปตท. ทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่บริษัทสั่งสมมานาน ระบบท่อส่งก๊าซ คลังรับ-จ่ายแอลเอ็นจี และประสบการณ์บริหารจัดการพลังงานมาต่อยอด สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในตลาดโลกในเชิงซัปพลาย รวมทั้งมุ่งพิจารณาการลงทุนในแหล่งผลิตสำคัญ และเพิ่มดีมานด์ในตลาดที่มีศักยภาพสูง เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน

“ปตท.ยังคงทำหน้าที่รักษาความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศไทย พร้อมเพิ่มศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ผลักดันไทยสู่การเป็น Regional LNG Hub ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยมี LNG Receiving Terminal ที่ได้ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว 2 แห่ง ได้แก่ โครงการ LNG Map Ta Phut Terminal แห่งที่ 1 (LMPT-1) ความสามารถในการกักเก็บ 11.5 ล้านตันต่อปี และโครงการ LNG Map Ta Phut Terminal แห่งที่ 2 (LMPT-2) ความสามารถในการกักเก็บ 7.5 ล้านตันต่อปี และยังอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง 1 โครงการ คือ โครงการ Gulf Map Ta Phut Terminal (GMPT) ความสามารถในการกักเก็บ 8.0 ล้านตันต่อปี” นายคงกระพัน กล่าว

ทิศทางเชิงกลยุทธ์ (Strategic Move) เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการเป็น Global LNG Player กลุ่ม ปตท.มุ่งเน้นใน 3 มิติหลัก ดังนี้ 1. Scale (การขยายขนาด) : สร้าง Portfolio ขนาดใหญ่ เทียบเคียง Global Portfolio Player ผ่านการลงทุนในสินทรัพย์และการเข้าทำสัญญาการค้า 2. Diversification (การกระจายความเสี่ยง) : ขยายฐานการค้าทั้งด้านดีมานด์และซัปพลายที่ครอบคลุมทั่วโลก รวมถึงการซื้อและขายด้วยราคาอ้างอิงที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค

รวมถึงขยายกลุ่มคู่ค้าและลูกค้าที่หลากหลาย อาทิ LNG Producer, Portfolio Player, End Buyers และ Traders เป็นต้น และ 3. Flexibility (ความยืดหยุ่น) : เพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ Porfilio ผ่านการเข้าถึงผู้ผลิตโดยตรงและตลาดเรือขนส่ง เพื่อส่งมอบ LNG ให้กับลูกค้า และเข้าทำสัญญาการค้าทั้งระยะสั้นและระยะยาวเพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าบริหารจัดการ Portfolio ที่ผสมผสานระหว่างสัญญาระยะยาวและแบบตลาดจร (Spot)

ผลักดันเทคโนโลยี CCS (Carbon Capture and Storage)

ปตท.ยังเร่งศึกษาพัฒนาเทคโนโลยี Carbon Capture and Storage (CCS) เพื่อเป็นกลไกหลักในการลดการปล่อยคาร์บอนของประเทศ เพราะประเทศไทยจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนได้ หากไม่มี CCS เข้ามาเสริม เพราะภาคอุตสาหกรรมหนักและพลังงานยังต้องพึ่งพาฟอสซิลในระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกมีโครงการ CCS ได้รับการพัฒนาและดำเนินการอยู่ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป โดยในปี 2025 ทั่วโลกมีโครงการดักจับ (Capture) และโครงการขนส่งและกักเก็บ (Transport & Storage) ที่อยู่ระหว่างดำเนินการ 77 โครงการ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 47 โครงการ และอยู่ระหว่างการพัฒนา 610 โครงการ

“CCS กำลังได้รับความสนใจจากผู้เล่นชั้นนำระดับโลก ทั้งด้านเทคโนโลยีการดักจับ และโครงสร้างพื้นฐานการขนส่งและกักเก็บ กลุ่ม ปตท.มองว่า CCS เป็นหัวใจสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควบคู่ไปกับการใช้ฟอสซิล เนื่องจาก CCS จะมีบทบาทในการลดการปล่อยคาร์บอนขององค์กรได้ถึง 45% จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ความยั่งยืน โดยโครงการนำร่องเริ่มต้นในรูปแบบ Sandbox ที่แหล่งก๊าซอาทิตย์ในอ่าวไทย โดยตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอนได้ราว 1 ล้านตันต่อปี และมีแผนขยายสู่พื้นที่อื่นในอ่าวไทย ซึ่งมีศักยภาพรวม 5-10 ล้านตันต่อปีในอนาคต” นายคงกระพัน กล่าว

แผนการศึกษาเทคโนโลยี CCS

เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศและการเติบโตอย่างยั่งยืนของ ปตท. ได้ผลักดันความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้าน CCS ได้แก่ การจัดทำ MOU ระหว่างกลุ่ม ปตท. เพื่อศึกษา CCS ตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยได้จัดทำโมเดลทางธุรกิจศึกษาความต้องการใช้บริการ CCS (ดีมานด์) ศึกษาเทคโนโลยีในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ และ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขนส่งและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์

รวมทั้งการดำเนินงานร่วมกับภาครัฐ ได้มีการผลักดันให้ CCS Hub บรรจุในร่าง NDC 3.0 ของประเทศ การอนุมัติให้สำรวจศักยภาพของหลุมกักเก็บ ซึ่งปัจจุบันได้ผ่านการอนุมัติจากคณะอนุกรรมการ CCUS กนภ. รวมถึง ครม.เป็นที่เรียบร้อย ตลอดจนการลงนาม MOU ร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เพื่อความร่วมมือด้านการวิจัยนวัตกรรมและการพัฒนากลไกสนับสนุนเทคโนโลยีทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ครอบคลุมถึงรูปแบบกลไกสนับสนุนทางเศรษฐศาสตร์ การศึกษาพัฒนา และปรับปรุงกฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาโครงการ CCS ในต่างประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และสหราชอาณาจักร ซึ่งมีตลาด กฎระเบียบ กฎหมาย incentive ด้าน CCS ที่มีความก้าวหน้า ตลอดจนการสร้างความร่วมมือกับ technology partner เพื่อศึกษาโอกาสในการลงทุนเทคโนโลยีเพื่อประยุกต์ใช้ต่อไป ทั้งหมดนี้จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาโครงการ Eastern Thailand CCS hub

“ประเทศไทยมีแผนการใช้ CCS โดยเริ่มต้นที่โครงการอาทิตย์ซึ่งเป็นโครงการ CCS แรกของไทย โดยผ่านการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) ไปแล้วในปี 2025 จะช่วยให้ประเทศลดคาร์บอนได้ 1 ล้านตันต่อปี คาดว่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ในในปี 2028 จากนั้นไทยยังตั้งเป้าใช้ CCS เพื่อลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่ 5-10 ล้านตันต่อปีในช่วงปี 2035 โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออก จากโครงการ Eastern Thailand CCS Hub” นายคงกระพัน กล่าว

ยกโมเดลญี่ปุ่นรูปแบบการดำเนินงานภาคปฏิบัติ

Tomakomai CCS Demonstration Project ในเมืองฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น เป็นโครงการนำร่องซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนา CCS อย่างเป็นระบบของประเทศญี่ปุ่น ใช้เวลารวมหลายปีในการพัฒนาโครงการ ควบคู่กับการพัฒนากฎหมาย กฎระเบียบ และมาตรฐานด้านความปลอดภัย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นก่อนการขยายผลในระดับประเทศ โดยผู้พัฒนาโครงการได้แก่ Japan CCS Co., Ltd. (JCCS) ซึ่งมีผู้ถือหุ้น 33 รายจากภาคพลังงาน อุตสาหกรรม และวิศวกรรม โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ของญี่ปุ่น

มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อสาธิตระบบ CCS แบบครบวงจร รวมถึงศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งพิสูจน์ว่าระบบมีความปลอดภัยและเชื่อถือได้ ทั้งนี้โครงการ Tomakomai CCS เริ่มกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ตั้งแต่ในเดือนเมษายน 2016 ที่อัตรา 1 แสนตันต่อปี โดยรวบรวมคาร์บอนไดออกไซด์จากอุตสาหกรรม เช่น ผลิตไฮโดรเจนในโรงกลั่นน้ำมัน แล้วนำไปกักเก็บในชั้นหินอุ้มน้ำเค็มนอกชายฝั่ง โดยได้บรรลุเป้าหมายในการกักเก็บรวม 3 แสนตันในปี 2019

โครงสร้างพื้นฐาน LNG ที่มั่นคง

Ishikari LNG Terminal เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบก๊าซธรรมชาติและความมั่นคงด้านพลังงานของเกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น โดย Terminal แห่งนี้ดำเนินการโดย Hokkaido Gas Co., Ltd. ตั้งอยู่ในพื้นที่ Ishikari Bay New Port ซึ่งเป็นเขตท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมสำคัญของฮอกไกโด รองรับการขนส่งระหว่างประเทศและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ด้วยทำเลที่เชื่อมโยงได้ทั้งภาคอุตสาหกรรมและเมืองหลัก Ishikari LNG Terminal จึงเป็นจุดที่สำคัญสำหรับการนำเข้า LNG เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานในภาคครัวเรือน ภาคพาณิชย์ และภาคอุตสาหกรรม รวมถึงสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าในช่วงที่ความต้องการสูง

สำหรับพื้นที่อย่างฮอกไกโดซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่มีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็น และมีความต้องการพลังงานความร้อนสูง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ความมั่นคงด้านพลังงานจึงเป็นประเด็นที่สำคัญ ฮอกไกโดไม่มีท่อก๊าซเชื่อมต่อกับเกาะฮอนชู (ซึ่งเป็นเกาะหลักของญี่ปุ่น) ทำให้ฮอกไกโดจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG ทางเรือเป็นหลัก Ishikari LNG Terminal จึงเปรียบเสมือน “คลังสำรองพลังงาน” ที่ช่วยให้ภูมิภาคสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนด้านพลังงาน เช่น ภาวะอากาศรุนแรง ปัญหาด้านโลจิสติกส์ หรือความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

Terminal แห่งนี้ประกอบด้วยโครงสร้างพื้นฐานหลัก ได้แก่ ถังเก็บ LNG ขนาดใหญ่ และระบบท่อจ่าย (send-out) ที่เชื่อมต่อไปยังหน่วยแปรสภาพก๊าซ (vaporizer/regasification units) เพื่อเปลี่ยน LNG กลับเป็นก๊าซธรรมชาติ ก่อนส่งเข้าสู่เครือข่ายก๊าซเมือง (City Gas) หรือส่งเป็นเชื้อเพลิงให้โรงไฟฟ้า Ishikari LNG Terminal เริ่มดำเนินงานตั้งแต่ปี 2012 และมีการขยายกำลังการจัดเก็บต่อเนื่องจนปัจจุบันมีถังเก็บรวม 4 ถัง ได้แก่ ถังที่ 1 ความจุ 180,000 ลูกบาศก์เมตร (เริ่มใช้งานปี 2012) ถังที่ 2 ความจุ 200,000 ลูกบาศก์เมตร (ปี 2016) ถังที่ 3 ความจุ 230,000 ลูกบาศก์เมตร (ปี 2018) และถังที่ 4 ความจุ 230,000 ลูกบาศก์เมตร (ปี 2020)

ภาพการดำเนินงานของ ปตท. ทั้งการขยายอาณาจักรสู่การเป็น Global LNG Player และการบุกเบิกเทคโนโลยี CCS อย่างจริงจัง ไม่ได้เป็นเพียงการปรับตัวตามกระแสโลกเท่านั้น แต่คือการวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะกำหนด ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระยะยาว

วันนี้ประเทศไทยกำลังวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะเปลี่ยนจาก “ผู้นำเข้าพลังงาน” สู่การเป็น “ศูนย์กลางพลังงานสะอาดของภูมิภาค” ซึ่งทั้งหมดนี้จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง และเป็นมิตรต่อโลกอย่างแท้จริง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชงมาตรการประหยัดพลังงานเข้า ครม. 'ปรับแอร์-WFH-ไม่สวมสูท' เริ่มหน่วยงานราชการ

พรุ่งนี้ปรับขึ้นน้ำมันเบนซิน “รมว.พลังงาน” เผยพร้อมปรับสูตรดีเซล B7 เริ่ม 14 มี.ค.นี้ ขยายเวลาตรึง LPG ต่ออีก 2 เดือน พร้อมเสนอมาตรการประหยัดพลังงานเข้า ครม. “ปรับแอร์-WFH-ไม่สวมสูท”

PEA รณรงค์ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ

จากสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ติดตามสถานการณ์ความตึงเครียดด้านพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด