สนพ.เผย ภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวต่ำ สภาพอากาศที่ไม่ร้อน กดความต้องการใช้พลังงานปรับตัวลดลง1.6%ขณะที่น้ำมันเครื่องบินโต 7.5% สอดคล้องท่องเที่ยวขยายตัว
20 มี.ค. 2569 - นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สนพ. ได้จัดทำรายงานสถานการณ์พลังงานของประเทศไทย ปี 2568 พบว่าการใช้พลังงานเชิงพาณิชย์ขั้นต้นของประเทศอยู่ที่ระดับ 2,014 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ลดลง 1.6 % เมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัว 2.4 % โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคภาคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัว รวมถึงการลงทุนภาครัฐที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ภาคอุตสาหกรรมมีการขยายตัวในระดับต่ำ ประกอบกับสภาพอากาศที่ไม่ร้อนเท่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ความต้องการใช้พลังงานโดยรวมปรับตัวลดลงเล็กน้อย
สำหรับสถานการณ์พลังงานของประเทศไทยในปี 2568 การใช้พลังงานขั้นต้นอยู่ที่ 2,014 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยการใช้พลังงานในภาพรวมลดลง 1.6 % เมื่อเทียบกับปี 2567 ทั้งนี้ การใช้พลังงานจำแนกตามประเภทเชื้อเพลิง พบว่า การใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น 0.2 % การใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 10.6 ขณะที่การใช้ก๊าซธรรมชาติลดลง3.8 % การใช้ถ่านหินลดลง 3.5 % และการใช้ลิกไนต์ลดลง 1.2 %
ในส่วนของการใช้น้ำมันสำเร็จรูป ปี 2568 มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 140.9 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.001 โดยปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 67.0 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง2.8 % ขณะที่การใช้น้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอลอยู่ที่ 31.7 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น0.8 % การใช้น้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 17.5 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 7.5 % สอดคล้องกับการเดินทางทางอากาศที่เพิ่มขึ้น ส่วนการใช้น้ำมันเตาอยู่ที่ 5.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 6.2 % และการใช้ LPG อยู่ที่ 19.4 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น1.1 %
การใช้ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG โพรเพน และบิวเทน) มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 6,633 พันตัน ลดลงร้อยละ 2.1 เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยจำแนกเป็นการใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีซึ่งมีสัดส่วน 42 % ของการใช้ทั้งหมด รองลงมาคือการใช้ในภาคครัวเรือน 32 % การใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ 14 % และการใช้ในภาคอุตสาหกรรม 10 %
ด้านการใช้ก๊าซธรรมชาติ ในปี 2568 มีปริมาณการใช้อยู่ที่ระดับ 4,422 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ลดลง 4.0 % โดยส่วนใหญ่ยังคงใช้เพื่อการผลิตไฟฟ้าซึ่งมีสัดส่วน 61 % รองลงมาคือการใช้ในภาคอุตสาหกรรมร้อยละ 17 การใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอื่น ๆ 20 % และการใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ (NGV) 2 %
สำหรับการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ รวมกันในปี 2568 อยู่ที่ระดับ 14,193 พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ktoe) ลดลง3.3 % โดยการใช้ถ่านหินนำเข้าอยู่ที่ 11,085 ktoe ขณะที่การใช้ลิกไนต์อยู่ที่ 3,108 ktoe
การใช้ไฟฟ้า ในส่วนของการใช้ไฟฟ้าในระบบ 3 การไฟฟ้า (ไม่รวมผู้ผลิตไฟฟ้าใช้เอง หรือ IPS) ในปี 2568 อยู่ที่ 208,428 ล้านหน่วย ลดลง2.8 % เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าในภาคอุตสาหกรรม 42 ภาคครัวเรือน 28 % ภาคธุรกิจ25 % และภาคอื่น ๆ 5 %
สำหรับในปี 2569 จะมีการนำสมมติฐานด้านเศรษฐกิจและสถานการณ์จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางมาพิจารณาเพิ่มเติม เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจของประเทศ ความมั่นคงด้านพลังงาน และราคาพลังงาน พร้อมหาแนวทางและมาตรการในการบรรเทาผลกระทบต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
หนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนลดใช้พลังงานพร้อมลุยขยายช่องทางการตลาด
พลังงานดันเศรษฐกิจฐานรากด้วยพลังงานสะอาด ลงพื้นที่จังหวัดระยองเพื่อเยี่ยมชมกระบวนการผลิต ข้าวไรซ์เบอร์รี่สแนคบาร์ และกล้วยม้วน สองสินค้าชุมชนต้นแบบที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน พร้อมดึงเข้าร่วมแคมเปญ "กินพี่ แล้วหมีหนาว" เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าขยายช่องทางการตลาด
'พีระพันธุ์' จี้รื้อโครงสร้างค่าไฟ ประชาชนโดนกำไร 2 เด้ง พ่วงค่าพร้อมจ่าย เฉียดล้านล้านบาท
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวเปิดประเด็นโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่ซับซ้อน โดยเปรียบเทียบว่าเหมือนขนมชั้นที่มีต้นทุนและค่าใช้จ่ายซ่อนอยู่หลายชั้น และสุดท้ายภาระทั้งหมดตกอยู่ที่ประชาชน
‘เอกชน’หนุนนโยบายอุตฯยกเลิกการใช้เตาหลอมIF
ภาคเอกชนหนุนนโยบายเชิงรุกของรมว.อุตฯยกเลิกการใช้เตาหลอมIF พร้อมกางโรดแมป 3 ปี เปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี EAF อุดรอยรั่วความเสี่ยงยกระดับความปลอดภัยสาธารณะและธรรมาภิบาลไทยสู่สากล

