
สงครามยืดเยื้อ กกร. 3 สถาบัน หั่นเป้าจีดีพีลงเหลือ 1.2-1.6% หลังราคาน้ำมันพุ่ง กดดันเงินเฟ้อโต 2-3% ต้นทุนเพิ่ม นักท่องเที่ยวต่างชาติหาย 1 ล้านคน
1 เม.ย. 2569 – นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่าที่ประชุมปรับลดประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) 1.2-1.6% ลงจากเดิมคาดอยู่ที่ 1.6-2% เงินเฟ้อคาดโต 2-3% เพิ่มขึ้นจากเดิมคาดอยู่ที่ 0.2-0.7% ขณะที่ ส่งออกยังคงเดิม -1.5% ถึง -0.5%
ทั้งนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่ดีดตัวสูงขึ้น ราคาน้ำมันขายปลีกที่ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด ทั้งยังต้องเฝ้าระวังผลกระทบต่อแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งการบริโภคและความเชื่อมั่นภาคเอกชน การปรับเปลี่ยนการใช้จ่ายของภาครัฐ ที่อาจจะต้องมีการก่อหนี้เพิ่ม เพื่อประคองเศรษฐกิจ
ภาคการผลิตที่ต้องบริหารจัดการต้นทุน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการส่งออกที่จะได้รับผลกระทบจาก logistics disruption ตลอดจนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดการเดินทางราว 1 ล้านคนในช่วง 3 เดือนข้างหน้า
“ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันอาจสูงขึ้นมากกว่าที่ประเมินไว้อีก หากเหตุการณ์ขยายวงกว้างขึ้น ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป เป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะชะลอตัว การจ้างงานลดลง แต่เงินเฟ้อสูง (stagflation) สะท้อนจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวสูงขึ้น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่า ราคาทองคำและสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวลง”
นอกจากนี้ ความเสี่ยงสำคัญคือ การขาดแคลนสินค้าโภคภัณฑ์ อาทิ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และวัตถุดิบ ซึ่งจะทำให้การผลิตโลกเกิดภาวะชะงักงัน ส่งผ่านไปตลอดห่วงโซ่อุปทานและไปถึงผู้บริโภค
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ที่ประชุมยังมีความกังวลต่อสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ กดดันต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยต้องเร่ง Connect the dotsเชื่อมโยงข้อมูลและวางแผนได้อย่างเหมาะสม พร้อมสื่อสารต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส เพื่อให้ทุกภาคส่วนเข้าใจสถานการณ์ตรงกัน
ดังนั้น จากผลกระทบที่เกิดขึ้น เราจึงสนับสนุนให้รัฐบาลเร่งดำเนินมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบแบบเฉพาะกลุ่ม (Targeted policy) เช่น เอสเอ็มอี และกลุ่มเปราะบาง รวมถึงการกำกับดูแลไม่ให้มีการกักตุนน้ำมันหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ตลอดจนการออกมาตรการช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถคงราคาสินค้าได้
อย่างไรก็ตาม มาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนการผลิต เสริมสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจ โดยคำนึงถึง Fiscal space และความสามารถในการลงทุนในอนาคตของประเทศ รวมถึงผลกระทบต่อ Credit rating ของประเทศ นอกจากนั้น ประเทศไทยควรพลิกวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เพิ่ม “กันชน” หรือศักยภาพในการรองรับแรงกระแทก สู่ความยืดหยุ่นอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในมิติความมั่นคงและการลดต้นทุนพลังงาน สอดคล้องกับแนวทางของ Reinvent Thailand
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
พลังงาน แจงค่าการกลั่นพุ่ง 13 บาท เป็นภาวะชั่วคราว รอผลศึกษา คตร. ก่อนสรุปโครงสร้างราคาใหม่
รองปลัดพลังงาน เผย กองทุนน้ำมันติดลบ 4.7 หมื่นล้าน ไหลออกวันละ 1.7 พันล. แจง ค่าการกลั่นพุ่ง 13 บาท เป็นภาวะชั่วคราว รอผลศึกษา คตร. ก่อนสรุปโครงสร้างราคาใหม่ มอง นำเข้าน้ำมันรัสเซีย กต.หารือแล้ว หากนำเข้าจริงต้องคุยเอกชนหาสถานที่เก็บ

