‘นโยบาย4T’ วัดฝีมือรัฐบาลเดิมพันศก.ไทย บทพิสูจน์เครื่องยนต์ใหม่กับภารกิจ ‘ลงทุน-ปฏิรูป’ รับโลกรีเซต

ท่ามกลางความพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงสะท้อนภาวะ ‘เติบโตต่ำกว่าศักยภาพ’ อย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนผู้ป่วยที่ฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ แม้จะมีสัญญาณบวกเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านผลิตภาพ แรงงาน และขีดความสามารถในการแข่งขัน ยังคงเป็น ข้อจำกัด สำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตในระยะยาว สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อประคับประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสร้างแรงส่งใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ในช่วงปลายปี 2568 เศรษฐกิจไทยเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวได้ดีขึ้นจากแรงขับเคลื่อนของมาตรการภาครัฐ ทั้งการใช้จ่ายภาครัฐและมาตรการสนับสนุนภาคการบริโภคและการลงทุน ส่งผลให้หลายภาคส่วนเริ่มกลับมาขยายตัวในทิศทางที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหม่จาก วิกฤตพลังงาน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งไม่เพียงเพิ่มต้นทุนการผลิตและค่าครองชีพ แต่ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภค

ภายใต้สถานการณ์นี้ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับทิศทางนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ โดยหันมาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการวิกฤตพลังงานเป็นลำดับแรก ส่งผลให้ทรัพยากรทางการคลังและเครื่องมือเชิงนโยบายจำนวนมากถูกระดมมาใช้เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงที่โมเมนตัมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะชะลอลงก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ยังต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ได้สะท้อนวิสัยทัศน์สำคัญในการ ‘พลิกวิกฤตเป็นโอกาส’ โดยมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่เพียงเป็นแรงกดดันระยะสั้น แต่ยังเป็นจังหวะในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในเชิงลึก ทั้งการสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และการพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ให้สอดรับกับบริบทเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แนวทางดังกล่าวสะท้อนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวที่มุ่งเน้นความมั่นคง ยั่งยืน และลดความเปราะบางเชิงโครงสร้างของประเทศในอนาคต

เอกนิติ ชี้ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกในขณะนี้เป็นวิกฤตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นหมายความว่า ในระยะถัดไปเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง และเป็นที่มาของภาวะ stagflation ที่อาจจะเกิดขึ้นทั่วทั้งโลก จึงนับได้ว่าวิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้จะเป็นการ ‘เปลี่ยนโลก’ ดังนั้นเมื่อบริบทโลกเปลี่ยนไปไทยจึงต้องเตรียมพร้อมเพื่อก้าวไปสู่โลกใหม่ ซึ่งโลกยุคใหม่จะเข้าสู่ยุคที่ ความต้องการความมั่นคงสูง (security first) นักลงทุนจะเลือกลงทุนในฐานการลงทุนที่ไว้วางใจ, ปลอดภัย (safe haven), ยุคของ วิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงเป็นจุดที่ต้องเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด solar อุตสาหกรรมครัวเรือน การสนับสนุนพลังงานทางเลือก เช่น ethanol และ bio-energy ส่งเสริมการซื้อไฟโดยตรงจากครัวเรือนและธุรกิจ (Direct PPA)

ยุคของ AI และเทคโนโลยีก้าวกระโดด เป็นยุคที่เทคโนโลยีจะช่วยยกระดับศักยภาพแรงงานไทย การลงทุนใน digital Data AI รวมถึง supply chain ช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะ health & wellness ท่องเที่ยว อาหาร และเกษตร และสุดท้าย ยุคของ ประชากรสูงวัยจะเป็นยุคของโครงสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยประชากรที่มีอายุยืนยาวขึ้นอย่างมีคุณภาพ (longevity economy)

ทั้งหมดนี้คือ ‘ถนนเศรษฐกิจไทยเส้นใหม่’ ที่จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป จะเปลี่ยนไปอย่างถาวร ดังนั้นการสร้างโอกาสรับโลกยุคใหม่เมื่อบริบทโลกเปลี่ยนไปอย่างถาวรนี้ จึงเป็นวาระสำคัญของรัฐบาล ซึ่ง เอกนิติ พร้อมขับเคลื่อนผ่านนโยบาย 4 หลัก (4T) ที่สำคัญ ได้แก่ 1. Target (มุ่งเป้า) ผ่านการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาความน่าเชื่อถือทางการคลังของประเทศและไม่ผลักภาระเกินควรไปให้คนรุ่นหลัง 2. Transition (เปลี่ยนผ่าน) ด้วยการช่วยคนไทย ธุรกิจไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจใหม่ ด้วยการยกระดับภาครัฐให้ทันสมัย ว่องไว และโปร่งใส ปรับปรุงกฎหมาย กติกาที่ล้าสมัย เชื่อมโยงกันด้วยข้อมูล ลดขั้นตอน ลดความซ้ำซ้อน

3. Transform (พลิกโฉม) ด้วยการสร้างการเติบโตที่ทั่วถึง สร้างโอกาสการเติบโตให้ไปถึงคนตัวเล็ก เอสเอ็มอี ชุมชน ผู้สูงอายุ สร้างโอกาส สร้างอนาคตให้ลูกหลานที่จับต้องได้ของทุกคน ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น digital, bio, green ยกระดับแรงงานไทย ปฏิรูประบบภาษี เน้นความง่าย อำนวยความสะดวก ปฏิรูปสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็ก เป็นต้น และ 4. Together (รวมพลัง) เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ต้องร่วมมือกันทั้งประเทศ ภาคเอกชนต้องเป็นผู้นำในการลงทุนนวัตกรรมและการสร้างงานใหม่ ส่วนภาครัฐต้องเป็นผู้สนับสนุน ลดกฎกติกาที่ไม่จำเป็น ขณะที่ภาคประชาชนทุกคนโอกาสนั้นจะเกิดผลได้จริงก็ต่อเมื่อทุกคนลุกขึ้นมาคว้ามันด้วยตัวเอง

เอกนิติ กล่าวย้ำว่า ที่ผ่านมาเราฝันอยากเห็นเศรษฐกิจไทยเป็นเหมือนรถยนต์คันใหม่ที่มีเครื่องยนต์ใหม่ เพื่อที่จะช่วยทำให้เศรษฐกิจของประเทศเดินหน้าได้อย่างรวดเร็วขึ้น เราไม่ได้มองแค่การเติบโต 2-3% เท่านั้น แต่การยกระดับการลงทุนใหม่นี้จะเป็นการวางรากฐานของเศรษฐกิจ การยกระดับเครื่องยนต์เพื่อให้รถยนต์เศรษฐกิจของไทยวิ่งได้เร็วและแรงขึ้น เศรษฐกิจไทยจะกลับมามีภาพการเติบโตที่ระดับ 5-6% ได้ในอนาคต

เราอยากได้เครื่องยนต์สำหรับรถยนต์ใหม่ที่มีระบบมั่นคง ปลอดภัย รองรับความผันผวนของเศรษฐกิจและวิกฤตต่างๆ ของโลกได้ มีระบบเซ็นเซอร์ที่จะแจ้งเตือนก่อนจะเกิดวิกฤตแต่ละครั้ง และสุดท้ายที่สำคัญคือ รถยนต์เศรษฐกิจคันใหม่นี้จะต้องนั่งได้สบาย เพราะการเติบโตไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขเท่านั้น แต่ยังหมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนคนไทยทั้งหมด ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องเป็นรถยนต์ที่มีที่นั่งเพียงพอรองรับสำหรับทุกคน นี่คือนโยบายเศรษฐกิจในช่วง 4 ปีของรัฐบาล และนี่คือสิ่งที่หวังว่าในช่วง 4 ปีจากนี้เศรษฐกิจไทยจะไปถึงเป้าหมายนั้น ท่ามกลางถนนที่อาจจะขรุขระ ดังนั้นเวลาคิดนโยบายเราจึงไม่ได้มองแค่ช่วงสั้นๆ ไม่ได้เน้นการทุ่มเงินเพื่อพลิกฟื้นแค่ช่วงสั้นๆ แต่รัฐบาลวางแผนให้เป็นการปูพรมเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างมีศักยภาพในระยะยาว ภายใต้กรอบการทำงาน 4 ปี

สำหรับเครื่องยนต์ใหม่ที่จะต้องเร่งสร้างเพื่อพาให้เศรษฐกิจไทยพ้นจากกับดักเดิมๆ นั้น ประกอบด้วย เครื่องยนต์ตัวที่ 1 ‘การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต’ ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยที่ถูกมองว่าโตต่ำกว่าศักยภาพ และเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย เหตุผลหนึ่งเพราะไทยไม่ได้ลงทุนมานานมาก โดยก่อนปี 2540 ไทยมีการลงทุนราว 40% ของจีดีพี แต่ปัจจุบันนี้เหลือสัดส่วนการลงทุนเพียง 23% ของจีดีพี โดยส่วนนี้แบ่งเป็นการลงทุนภาครัฐ 6% ที่เหลือเป็นการลงทุนจากภาคเอกชนราว 17-18% เท่านั้น แต่หลังจากนี้รัฐบาลตั้งเป้าหมายภายใน 4 ปี จะเร่งขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของประเทศให้เพิ่มขึ้นเป็น 30% ของจีดีพี โดยจะพุ่งเป้าหมายไปที่การลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว, เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจท้องถิ่นและ logistic ผ่านการพัฒนาโครงสร้างคมนาคม โลจิสติกส์เพื่อลดค่าขนส่งระยะยาว เชื่อมภูมิภาค กระจายการท่องเที่ยวและเปิดพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ให้ชุมชนในจังหวัดต่างๆ

เครื่องยนต์ตัวที่ 2 ‘การขับเคลื่อนการลงทุนของภาคเอกชน’ ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ ต่อยอดจุดแข็งของไทยในด้านการแพทย์ สุขภาพ การบริการ อาหาร และการท่องเที่ยว, ปฏิรูปโครงสร้างราชการ ปลดล็อกข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคของการลงทุนของภาคเอกชนอย่างจริงจัง ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น และเร่งกระบวนการอนุมัติให้รวดเร็ว ตลอดจนสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น

และสุดท้ายกับเครื่องยนต์ตัวที่ 3 ‘การลงทุนในคนไทย และการเปลี่ยนทุนมนุษย์ให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่’ ด้วยการพัฒนาทักษะ ซึ่งรัฐบาลจะสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ยกระดับการศึกษาตลอดชีวิตที่ทำให้คนไทยไม่ว่าจะอยู่ในช่วงวัยไหน มีโอกาสพัฒนาทักษะใหม่ที่โลกต้องการได้, การทำให้รายได้มั่นคง ผ่านการมีงานที่มีคุณภาพและมีรายได้ที่มั่นคง ดูแลครอบครัวได้, คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยการให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ ตลอดจนเสริมตาข่ายรองรับทางสังคม ด้วยสวัสดิการที่พร้อมยื่นมือช่วยเหลือแก่คนที่อาจต้องใช้เวลาในการปรับตัว ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง

“วันนี้ศักยภาพเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 2.7% แต่ที่ผ่านมาเราโตต่ำกว่าศักยภาพมาโดยตลอด แม้จะพยายามผลักดันให้ถึง ยิ่งมาเจอวิกฤตครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ไทย แต่กระทบกันทั้งโลก เป็นความเสี่ยงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นหน้าที่ของพวกเราทุกคนคือต้องช่วยกัน หากไม่เร่งแก้ปัญหาในวันนี้ผลกระทบจะค่อยๆ ลุกลาม ถ้าเห็นวิกฤตสงครามแล้ว มักจะตามมาด้วยวิกฤตพลังงาน หากไม่ทำอะไรเลย จะตามมาด้วยวิกฤตราคาสินค้า ตามมาด้วยวิกฤตวัตถุดิบขาดแคลน ตามมาด้วยวิกฤตดีมานต์หดตัว และนั่นคือภาวะ stagflation ภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง ขณะที่เงินเฟ้อสูงขึ้น” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง ระบุ

สิ่งที่รัฐบาลได้พยายามทำอยู่ในขณะนี้คือ การเร่งออกมาตรการเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน โดยเน้นการเยียวยาแบบพุ่งเป้า ช่วยเหลือกลุ่มที่มีความจำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ลดการเยียวยาแบบหว่านแห เพราะสิ่งแรกที่ต้องทำในวิกฤตครั้งนี้คือ ‘การหยุดเลือดไหล’ ถ้าไม่หยุดที่ตรงนี้ ตอนนี้ ก็จะลุกลามไปสู่จุดอื่นๆ กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มธุรกิจต่างๆ ซึ่งจะสะท้อนผ่านค่าขนส่ง ค่าครองชีพต่างๆ โดยรัฐบาลไม่ต้องการปล่อยปัญหาให้ลุกลามไปเรื่อยๆ เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นวิกฤตที่จะมาอย่างต่อเนื่องทีละ step

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยกำลังยืนอยู่บน ‘จุดหัวเลี้ยวหัวต่อ’ สำคัญ หลังจากเผชิญภาวะเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมาอย่างยาวนาน แม้ช่วงปลายปี 2568 จะเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากแรงกระตุ้นของภาครัฐ แต่แรงกระแทกจากวิกฤตพลังงานได้เข้ามาสกัดโมเมนตัมดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางและอ่อนไหวต่อปัจจัยภายนอก ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงเชิงมหภาคเริ่มขยับสูงขึ้น โดยเฉพาะโอกาสเกิดภาวะ stagflation ที่อาจกดดันทั้งการเติบโตและเสถียรภาพด้านราคาไปพร้อมกัน

ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว รัฐบาลเลือกใช้นโยบายแบบ ประคองและป้องกัน (stabilization-first approach) โดยเร่งอัดมาตรการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้าเพื่อหยุดการลุกลามของผลกระทบทางเศรษฐกิจ ลดการใช้มาตรการแบบหว่านแหที่สิ้นเปลืองทรัพยากร พร้อมบริหารจัดการวิกฤตพลังงานไม่ให้กระทบเป็นลูกโซ่ไปยังต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ แนวทางดังกล่าวสะท้อนความพยายาม ‘ซื้อเวลา’ เพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะสั้น ท่ามกลางข้อจำกัดด้านพื้นที่ทางการคลังที่ตึงตัวมากขึ้น

ขณะเดียวกัน เอกนิติ ได้วางกรอบคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน โดยมองว่าวิกฤตครั้งนี้เป็น structural turning point ที่จะเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างถาวร ทั้งในมิติของพลังงาน เทคโนโลยี และโครงสร้างประชากร ส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งขับเคลื่อน นโยบาย 4T เพื่อเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไปสู่ฐานใหม่ที่มีความยืดหยุ่นและแข่งขันได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเร่งลงทุนในเศรษฐกิจสีเขียว ดิจิทัล และการยกระดับทุนมนุษย์

ท้ายที่สุด โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยจึงไม่ใช่เพียง ‘การฟื้นตัว’ แต่คือ ‘การยกระดับศักยภาพ (economic upgrading)’ ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การสร้างเครื่องยนต์ใหม่ทั้งด้านการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และคุณภาพแรงงาน จะเป็นตัวชี้วัดว่าประเทศจะสามารถหลุดพ้นจากกับดักการเติบโตต่ำได้หรือไม่ ในบริบทนี้ การรักษาสมดุลระหว่างนโยบายระยะสั้นและการปฏิรูปเชิงโครงสร้างระยะยาว จะเป็นตัวกำหนดทิศทางว่าเศรษฐกิจไทยจะ แค่รอด หรือ ไปต่ออย่างแข็งแกร่ง ในทศวรรษข้างหน้า.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

5คลังน้ำมันเตรียมหนาว ดีเอสไอรอเช็กพันกักตุน

ดีเอสไอลุยสอบ 3 กรณีกักตุนน้ำมัน พร้อมคุ้ยกรณีน้ำมันหายกลางทะเลสุราษฎร์ฯ กว่า 60 ล้านลิตร 5 คลังเตรียมหนาว! “ยุทธนา” รอข้อมูลตำรวจหากพบมีเอี่ยวแยกเป็นรายละคดี