
ขนส่งสาธารณะด้วยระบบราง ถือว่าได้รับความนิยมสำหรับคนเมือง ดังนั้น บีทีเอส กรุ๊ปฯ จึงมีเป้าหมายเพื่อสะท้อนบทบาทของระบบขนส่งทางรางในการเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนเมืองสู่ความยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ลดการปล่อยคาร์บอน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และสร้างโอกาสการเข้าถึงระบบขนส่งอย่างเท่าเทียม ผ่านแนวคิดการเชื่อมต่อการเดินทางแบบไร้รอยต่อ และการพัฒนาเมืองรอบสถานี (TOD) ควบคู่กับการใช้พลังงานสะอาดในอนาคต
18 เม.ย. 2569 – นางสาวสิณัฏฐา เกี่ยวข้อง ผู้อำนวยการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ และผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเพื่อความยั่งยืน บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จํากัด (มหาชน) หรือ บีทีเอส กรุ๊ปฯ เข้าร่วมเวทีเสวนาหัวข้อ “Sustainable Railways in the 2030s” ในงานประชุม GTRA Ordinary General Meeting 2026 ณ สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย โดยการเสวนาในครั้งนี้ ได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้แทนจากหน่วยงานและองค์กรต่างๆ เกี่ยวกับบทบาทของระบบขนส่งทางรางในการพัฒนาเมืองและระบบคมนาคมอย่างยั่งยืน รวมถึงความสำคัญของการออกแบบระบบขนส่งที่คำนึงถึงการเข้าถึงของคนทุกกลุ่ม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสในการเดินทางที่เท่าเทียม
โดยในการเสวนา มีการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของระบบรางในการช่วยลดมลพิษทางอากาศ และบรรเทาปัญหาการจราจรในเมือง โดยที่ผ่านมา รถไฟฟ้าบีทีเอสได้ให้บริการผู้โดยสารรวมกว่า 4,500 ล้านเที่ยว และมีส่วนสำคัญในการช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าได้มากกว่า 2 ล้านตัน
นอกจากนี้ เห็นว่าควรเชื่อมต่อการเดินทางระหว่างระบบขนส่งสาธารณะรูปแบบต่างๆ เพื่อให้เกิด การเดินทางแบบไร้รอยต่อ (seamless mobility) และการขับเคลื่อนแนวคิดการพัฒนาพื้นที่รอบสถานีขนส่งมวลชน (Transit-Oriented Development หรือ TOD) ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมระบบคมนาคมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการพัฒนาชุมชนที่เอื้อต่อการอยู่อาศัย การทำงาน และการเข้าถึงบริการต่างๆ ได้ในระยะเดินเท้าจากสถานี
ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการระบบบำรุงรักษาอย่างมีประสิทธิภาพของรถไฟฟ้า ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน แต่ยังช่วยลดมลพิษจากการใช้ทรัพยากรเกินความจำเป็น อีกทั้งการผลักดันนโยบาย Direct PPA จากภาครัฐ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ให้บริการเดินรถ สามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้โดยตรง จะเป็นกลไกสำคัญในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ระบบขนส่งคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม
ดังนั้น บีทีเอส กรุ๊ปฯ เชื่อว่าระบบขนส่งทางรางเป็นหนึ่งในฟันเฟืองที่สำคัญที่จะผลักดัน และสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยในการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 และพร้อมให้การสนับสนุนกลไกอื่นๆ ในการพัฒนาเมือง รวมถึงการกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ส่งแรงกระเพื่อมต่ออุตสาหกรรมสีและสารเคลือบผิว ซึ่งพึ่งพาสารทำละลายจากปิโตรเลียมเป็นหลัก บริษัท เบเยอร์ จำกัด เดินหน้าปรับเกมธุรกิจเชิงรุก เปิดตัว BegerShield Griptech 2in1 นวัตกรรมสีทาเหล็กกันสนิมสูตรน้ำ (Water-borne Technology) ที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืน พร้อมชูเป็น “ทางเลือกใหม่” ของตลาดในยุคต้นทุนพลังงานผันผวน
จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวถูกพัฒนาภายใต้แนวคิด 2in1 ที่รวมคุณสมบัติ “รองพื้นกันสนิม + สีทับหน้า” ไว้ในหนึ่งเดียว ช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ลดการใช้วัสดุ และเพิ่มความรวดเร็วในการทำงาน โดยยังคงประสิทธิภาพความทนทานเทียบเท่าสีระบบน้ำมัน สามารถปกป้องพื้นผิวเหล็กจากสนิม ความชื้น และการเกิดออกซิเดชันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับจุดเด่นสำคัญอยู่ที่การใช้เทคโนโลยีสูตรน้ำ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาสารทำละลายจากปิโตรเลียมอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ใช้งาน ด้วยคุณสมบัติกลิ่นอ่อน แห้งไว และมีค่า VOCs ต่ำ (Low VOCs) ลดการปล่อยสารระเหยที่เป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหาคุณภาพอากาศและ PM 2.5 ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่พักอาศัย อาคารสำนักงาน รวมถึงพื้นที่ที่ต้องการมาตรฐานด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ BegerShield Griptech 2in1 ยังมาพร้อมเทคโนโลยี Multi-Surface Coating ที่สามารถยึดเกาะได้ดีบนพื้นผิวหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเหล็ก อะลูมิเนียม สเตนเลส เหล็กชุบกัลวาไนซ์ รวมถึงวัสดุอย่าง PVC, UPVC และคอนกรีต รองรับทั้งงานโครงสร้าง งานซ่อมแซม และงานตกแต่งได้ในผลิตภัณฑ์เดียว อีกทั้งยังรองรับระบบผสมสีมากกว่า 3,500 เฉดสี เพิ่มความยืดหยุ่นด้านการออกแบบสำหรับสถาปนิกและนักพัฒนาโครงการ
นายวรวัฒน์ ชัยยศบูรณะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสีเบเยอร์ กล่าวว่า ในยุคที่ต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบมีความผันผวน นวัตกรรมสีจำเป็นต้องตอบโจทย์มากกว่าความสวยงามหรือการปกป้องพื้นผิว แต่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้งานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน BegerShield Griptech 2in1 จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ที่ให้ประสิทธิภาพสูง ทนทานเทียบเท่าระบบน้ำมัน แต่ลดการพึ่งพาสารจากปิโตรเลียม และช่วยยกระดับมาตรฐานงานเคลือบผิวในระยะยาว “สีสูตรน้ำไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่กำลังกลายเป็นทิศทางหลักของอุตสาหกรรมสีโลก ซึ่งเบเยอร์มุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างทั้งคุณค่าเชิงธุรกิจและความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมและสังคม”
ทั้งนี้ แนวโน้มของอุตสาหกรรมสีทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากระบบ solvent-based coatings ไปสู่ water-borne coatings อย่างชัดเจน โดยองค์กรระดับสากลชี้ว่าการใช้สีสูตรน้ำช่วยลดการปล่อยสารระเหยอินทรีย์ (VOCs) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อคุณภาพอากาศภายในอาคาร และลดการพึ่งพาวัตถุดิบจากปิโตรเลียมในระยะยาว
ดังนั้น การเปิดตัว BegerShield Griptech 2in1 จึงสะท้อนให้เห็นถึงการปรับตัวเชิงกลยุทธ์ของเบเยอร์ ที่ไม่เพียงตอบรับแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงาน แต่ยังมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมสีที่ผสาน “ประสิทธิภาพ + ความปลอดภัย + ความยั่งยืน” เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรมในยุคอุตสาหกรรมใหม่.

