‘พิพัฒน์’เร่งเครื่องแลนด์บริดจ์ เปิด PPP ปักหมุดไทยฮับโลจิสติกส์ภูมิภาค

‘พิพัฒน์’ คอนเฟิร์มเดินหน้า ‘แลนด์บริดจ์’ ลุย PPP เปิดทางดึงเอกชนลงทุนไม่พึ่งงบรัฐ ชี้สถานการณ์โลกทำให้ไทยมีโอกาสเป็นเส้นทางขนส่งทางเลือก เตรียมลงพื้นที่พฤษภาคม นี้ ปรับจุดท่าเรือระนองให้เหมาะสมมากขึ้นเลี่ยงปมกระทบเขตแดน-เพิ่มศักยภาพสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาวให้กับประเทศ

25 เม.ย.2569-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทย-อันดามัน หรือแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ว่า กระทรวงคมนาคมได้กำหนดให้โครงการดังกล่าวเป็น นโยบายเรือธง ที่จะเดินหน้าต่ออย่างชัดเจน โดยย้ำว่าโครงการนี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่ของรัฐบาลปัจจุบัน แต่เป็นโครงการที่มีการริเริ่มและศึกษามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อเนื่องมาถึงรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และได้รับการสานต่อมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบัน

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลากว่า 6 ปีที่ผ่านมา กระทรวงคมนาคม โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมของโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยผลการศึกษาสรุปตรงกันว่า โครงการแลนด์บริดจ์มีความคุ้มค่าต่อการลงทุน แม้จะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์จากบางฝ่ายหรือบางพรรคการเมืองที่ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่คุ้มค่าก็ตาม

“ยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่ใช้งบประมาณแผ่นดินในการลงทุนโดยตรง แต่จะใช้รูปแบบการให้สัมปทานที่ดินและการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เป็นหลัก เพื่อลดภาระทางการคลังของประเทศ ปัจจุบันมีนักลงทุนจากหลายประเทศและหลายบริษัทแสดงความสนใจเข้ามาศึกษาโครงการอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงศักยภาพของโครงการในระดับนานาชาติ”นายพิพัฒน์ กล่าว

นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่าจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้เห็นความสำคัญของช่องแคบทางยุทธศาสตร์ของโลก ไม่ว่าจะเป็นช่องแคบฮอร์มุซ ทะเลแดง คลองปานามา หรือช่องแคบมะละกา ซึ่งล้วนเป็นเส้นทางหลักของการขนส่งสินค้าทางทะเล โดยเฉพาะช่องแคบมะละกาที่มีร่องน้ำให้เรือสัญจรได้เพียงประมาณ 2 กิโลเมตร ทำให้เกิดความแออัดและความเสี่ยงในการเดินเรือ อีกทั้งยังมีแนวโน้มที่บางประเทศอาจจัดเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านเส้นทางดังกล่าว

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของโลกในการขนส่งสินค้า ลดการพึ่งพาช่องแคบที่มีข้อจำกัด และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ โดยโครงการนี้จะพัฒนาอยู่ภายใต้แนวคิด “ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้” (Southern Economic Corridor: SEC) ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ระนอง ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ในลักษณะเดียวกับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)

นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 มีแผนลงพื้นที่เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการด้วยตนเอง โดยจะเน้นการพิจารณาแนวเส้นทางและจุดก่อสร้างท่าเรือเป็นสำคัญ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการเสนอปรับตำแหน่งที่ตั้งท่าเรือฝั่งอันดามัน จังหวัดระนอง จากเดิมที่อยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองระนองซึ่งใกล้เขตแดนประเทศเพื่อนบ้าน ให้ขยับออกไปประมาณ 40-50 กิโลเมตร เพื่อลดผลกระทบด้านเขตแดน และเอื้อให้เรือสินค้าสามารถเข้าเทียบท่าและทิ้งสมอได้อย่างสะดวกภายในน่านน้ำไทย

อย่างไรก็ตาม ท่าเรือฝั่งอ่าวไทยในพื้นที่จังหวัดชุมพรและสุราษฎร์ธานี ไม่พบข้อจำกัดด้านเขตแดน เนื่องจากอยู่ในน่านน้ำไทยทั้งหมด จึงสามารถรองรับการเดินเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่มีประเด็นปัญหาด้านอธิปไตยหรือข้อพิพาทระหว่างประเทศ ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมยืนยันเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่จะยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาวให้กับประเทศ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง