
‘พิพัฒน์’ มอบนโยบาย ทช. เร่งประมูล 2 โปรเจกต์ ‘สะพานข้ามทะเลขาบสงขลา–เชื่อมเกาะลันตา’ ลุ้นลงนามสัญญา มิ.ย.นี้ ลั่นพร้อมตอกเสาเข็มทันที ดัน ‘ไทยแลนด์ริเวียร์ร่า’ หนุนท่องเที่ยว-บูมเศรษฐกิจโต พร้อมปัดฝุ่นใช้ ‘ยางพาราเพื่อความปลอดภัยทางถนน’ ยันช่วยเซฟชีวิตผู้ใช้ทาง ตั้งคณะทำงานฯ สรุปรูปแบบ-เส้นทาง-งบให้จบภายใน 3 เดือน ดึง 29 สหกรณ์ทั่วประเทศร่วมผลิต คุมมาตรฐานเดียวกัน
11 พ.ค.2569-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายให้แก่กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ว่า ได้สั่งการให้ ทช. ดำเนินการลดต้นทุนการขนส่ง ลดภาระค่าครองชีพ ควบคู่กับการสร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในทุกมิติ พร้อมทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยให้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 รวมถึงจัดทำและปรับปรุงแผนการขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2570 อีกทั้งบูรณาการกับทุกภาคส่วน และมุ่งเน้นการพัฒนาระบบดิจิทัลด้วย
ทั้งนี้ ได้กำชับให้ผลักดันโครงการระยะเร่งด่วน (Quick-Win) โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ Quick-Win 1 เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในปัจจุบันให้สามารถเปิดให้บริการแก่ประชาชนโดยเร็ว Quick-Win 2 เร่งรัดการประกวดราคาสำหรับโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือมีความพร้อมเพื่อให้เริ่มก่อสร้างได้ทันที เช่น โครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา อ.กระแสสินธุ์ จ.สงขลา-อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง และโครงการก่อสร้างสะพานเชื่อมเกาะลันตา อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ ซึ่งปัจจุบัน ทช. ได้ดำเนินการประกาศผู้ชนะทั้ง 2 โครงการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
สำหรับความคืบหน้าของทั้ง 2 โครงการดังกล่าว ขณะนี้ จะต้องรอให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง เจรจาการกู้เงินกับธนาคารโลก (World Bank) วงเงินกว่า 141.51 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 4.5 พันล้านบาท ก่อนที่กระทรวงการคลังจะเสนอเรื่องไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา จากนั้น กระทรวงการคลังจะลงนามในสัญญาเงินกู้กับ World Bank และลงนามในสัญญากับผู้ชนะการประกวดราคา คาดว่า จะลงนามในสัญญาได้ภายใน มิ.ย. 2569 และเริ่มดำเนินการก่อสร้างทันที ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี หรือแล้วเสร็จภายในปี 2572
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า Quick-Win 3 เร่งรัดการเสนอเรื่องต่อ ครม. เพื่อปิดพิจารณาอนุมัติโครงการต่างๆให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้พิจารณาส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด พลังงานทดแทน การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐาน การบริการด้านคมนาคมสำหรับอนาคต อีกทั้ง กำชับให้ ทช. เตรียมเครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์อุทกภัย (น้ำท่วม) ในช่วงฤดูฝนนี้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ต่างๆ
ขณะเดียวกัน สั่งการให้ ทช. เร่งขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับการบรรจุไว้ในแผนแม่บทให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะโครงการถนนเรียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) รวมถึงถนนเลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน ที่ได้มอบหมายให้ ทช. เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวตามนโยบายของรัฐบาล และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนการขับเคลื่อนนโยบายนำยางพารามาใช้ในอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยบนท้องถนนนั้น แนวคิดดังกล่าว ไม่ใช่นโยบายใหม่ แต่เป็นแนวทางเดิมในยุครัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี และนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ที่ได้ริเริ่มนำยางพารามาประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย อาทิ แผ่นยางครอบกำแพงคอนกรีต (RFB) หลักนำทางยางธรรมชาติ (RGP) และแผ่นยางหุ้มราวเหล็ก (RGC) เพื่อลดความรุนแรงจากแรงกระแทก โดยเฉพาะในจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ
ทั้งนี้ จากผลการทดสอบในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเกาหลีใต้ สอดคล้องกับผลการศึกษาวิจัยรองรับอย่างชัดเจนจาก มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่า การใช้ยางพาราหุ้มแบริเออร์สามารถช่วยลดความรุนแรงของการบาดเจ็บได้ถึง 10-20% ขณะที่การใช้ยางพาราแผ่นยางหุ้มราวเหล็ก โดยเฉพาะบริเวณทางโค้ง มีแนวโน้มช่วยความรุนแรงของการบาดเจ็บได้สูงถึงเกือบ 40% ดังนั้น กระทรวงคมนาคมจึงเห็นว่า ควรนำนโยบายดังกล่าวกลับมาประยุกต์ใช้อีกครั้ง โดยไม่เพียงมุ่งเน้นด้านความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางด้วย
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบันราคายางพาราอยู่ที่ประมาณ 80 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) เนื่องจากเป็นช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย แต่โดยเฉลี่ยในฤดูกาลปกติ ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 จะอยู่ที่ประมาณ 55–58 บาทต่อ กก. ซึ่งสอดคล้องกับต้นทุนการนำยางมาใช้ในโครงการ จึงถือว่า คุ้มค่าการลงทุน อีกทั้งยังช่วยสร้างรายได้และกระจายงานให้กับสหกรณ์ยางพาราทั่วประเทศ โดยมอบหมายให้กระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง (ทล.) และ ทช. เชิญสหกรณ์ยางพาราจำนวน 29 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีความพร้อมด้านเครื่องจักรและการผลิตอยู่แล้ว มาหารือร่วมกันอีกครั้ง เพื่อยืนยันความพร้อมและกำหนดแนวทางดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม
นอกจากนี้ จะมีการตั้งคณะทำงาน 1 ชุด โดยมีนายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เป็นประธาน เพื่อกำหนดรายละเอียดในการดำเนินนโยบาย เช่น การแบ่งความรับผิดชอบของหน่วยงาน จำนวนเส้นทาง ระยะทาง และการจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม โดยมีกรอบระยะเวลาจะเห็นความชัดเจนภายใน 3 เดือนยืนยันว่า จะใช้วิธีการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบราชการทั่วไป แต่จะเน้นการควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานเดียวกันในทุกสหกรณ์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อย่างไรก็ตาม ในปีงบประมาณ 2570 อาจยังไม่สามารถตั้งงบประมาณใหม่ได้ทัน แต่จะพิจารณาใช้งบเหลือจ่ายมาเริ่มดำเนินการในบางจุดนำร่องก่อน โดยจะเน้นพื้นที่เสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยเป็นลำดับแรก และในปีงบประมาณ 2571 กระทรวงคมนาคม มีแผนจะตั้งงบประมาณและบรรจุโครงการนี้เป็นนโยบายหลัก
ด้านนายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดี ทช. กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าโครงการถนนเลียบชายฝั่งทะเลภาคใต้ (Thailand Riviera) แบ่งออกเป็น 5 ระยะนั้น ได้แก่ ระยะที่ 1 เส้นทางสมุทรสงคราม-ประจวบคีรีขันธ์-ระนอง-ชุมพร โดยในส่วนของ ทช. ระยะทางรวม 514.616 กิโลเมตร (กม.) ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ, ระยะที่ 2 เส้นทางชุมพร-สุราษฎร์ธานี-นครศรีธรรมราช-สงขลา ระยะทางประมาณ 600 กม. ขณะนี้อยู่ระหว่างขอสนับสนุนงบประมาณปี 2570 วงเงิน 70 ล้านบาท เพื่อจ้างที่ปรึกษาศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเชิงหลักการของเส้นทางท่องเที่ยว
ทั้งนี้ ในส่วนของระยะที่ 3 (ช่วงที่ 1) เส้นทางสมุทรปราการ-สมุทรสาคร-สมุทรสงคราม ระยะทางรวม 83 กม. นั้น ได้ทำการสำรวจออกแบบและจัดทำรายงานวิเคราะผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้วเสร็จ ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมการก่อสร้าง โดยในปี 2570 จะดำเนินการสำรวจอสังหาริมทรัพย์ และระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) เส้นทางเพชรบุรี-ประจวบคีรีขันธ์ (ตะนาวศรีคีรีพัฒน์) ระยะทางรวม 350 กม. ได้ทำการสำรวจออกแบบ และผ่านการพิจารณาเล่มรายงาน EIA แล้ว โดยขณะนี้ ทช. ได้เริ่มเข้าพื้นที่ดำเนินการก่อสร้างแล้ว จำนวน 2โครงการ รวมระยะทางประมาณ 81 กม.
สำหรับระยะที่ 4 เส้นทางสงขลา-ปัตตานี-นราธิวาส ในส่วนของ ทช. ระยะทางรวม 155.680 กม. ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2569 และระยะที่ 5 เลียบชายฝั่งทะเลอันดามัน เส้นทางระนอง-พังงา-ภูเก็ต-กระบี่-ตรัง-สตูล) ในส่วนของ ทช. ระยะทางรวม 600.268 กม. ขณะนี้ อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2570 ทช. จะใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าสำรวจและออกแบบโครงการไทยแลนด์ริเวียร์ร่า เส้นทางสิชล-ท่าศาลา ระยะทางประมาณ 30 กม. อีกด้วย

