‘เอกนิติ’ ยันจ่อชงปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะ ทุบโต๊ะกู้ 2 แสนล้านบาท พ่วงโครงการไทยช่วยไทย พลัส เข้า ครม. วันที่ 19 พ.ค. นี้ คอนเฟิร์มเดินหน้าตามไทม์ไลน์ พร้อมยันกู้ตามความต้องการใช้ ไม่มีกู้มากอง ป้องกันรัฐเสียดอกเบี้ย ไม่หวั่นฝ่ายค้านยื่นศาลเบรก พ.ร.ก. กู้เงิน ยืนยันเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
12 พ.ค. 2569- นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะมีการเสนอการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ 2569 ครั้งที่ 2 ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในวันที่ 19 พ.ค. 2569 จากเดิมที่จะเสนอเข้า ครม. ในวันที่ 12 พ.ค. นี้ เนื่องจากยังต้องรอความเห็นจากหน่วยงานต่าง ๆ ประกอบด้วย โดยจะเป็นการเสนอพร้อมกับโครงการไทยช่วยไทย พลัส ซึ่งจะครอบคลุมโครงการคนละครึ่ง พลัส และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่จะมีความชัดเจนว่าแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการไทยช่วยไทย พลัส มาจากแหล่งไหน
ทั้งนี้ ยืนยันว่าการปรับปรุงแผนบริหารหนี้สาธารณะดังกล่าว จะมีการก่อหนี้จากการกู้เงินในปีงบประมาณ 2569 เพิ่มอีก 2 แสนล้านบาท จากการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ…. วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท โดยหลักการสำคัญคือ จะไม่เป็นการกู้เงินมากองไว้เพราะจะทำให้รัฐต้องเสียดอกเบี้ย แต่จะเป็นการกู้เงินตามความจำเป็นของโครงการ และการใช้จริง
ขณะเดียวกันได้มีการหารือร่วมกับปลัดกระทรวงการคลัง และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) แล้ว เบื้องต้นการกู้เงินตาม พ.ร.ก. กู้เงิน ส่วนหนึ่งจะดำเนินการออกเป็นพันธบัตรออมทรัพย์ ผ่านโครงการออมพลัส เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการออมแบบบูรณาการทุกภาคส่วน โดยจะมีการออกขายเป็นรายเดือน ทุกเดือน ส่วนระยะเวลาของพันธบัตรจะเป็นเท่าไหร่ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา โดยจากข้อมูลพบว่าอัตราดอกเบี้ยของพันธบัตรรัฐบาล อายุ 10 ปี อยู่ที่ 2.2% ดังนั้นในส่วนของโครงการออมพลัส ก็อาจจะมีอัตราดอกเบี้ยส่วนเพิ่มเข้ามาเพื่อเป็นแรงจูงใจสำหรับผู้สูงอายุ และผู้ฝากเงิน
อย่างไรก็ดี ยืนยันว่าการกู้เงินเพิ่มอีก 2 แสนล้านบาท ตาม พ.ร.ก. กู้เงินนั้น จะไม่ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะสูงเกินเพดานที่ 70% ของจีดีพี จากปัจจุบันอยู่ที่ 66% ของจีดีพี ดังนั้นเรื่องเพดานหนี้สาธารณะจากการกู้เงินครั้งนี้จึงไม่ใช่ประเด็น และที่ผ่านมาได้เน้นย้ำเรื่องการรักษาวินัยการคลังอย่างเข้มข้น เพราะก่อนหน้านี้มีข้อเสนอให้กู้เงิน 5 แสนล้านบาท แต่ตนได้เป็นคนปรับลดลงมาเหลือ 4 แสนล้านบาท เพราะไม่ต้องการให้มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะ หรือเสียวินัยการคลัง
โดยล่าสุด บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Rating and Investment Information, Inc. (R&I) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ระดับ A- และคงมุมมองความน่าเชื่อถือที่ระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) ซึ่งสะท้อนว่าวินัยการคลัง และฐานะการคลังของประเทศไทยยังมีเสถียรภาพ ซึ่งรัฐบาลยืนยันชัดเจนในเรื่องนี้ต่อไป
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 173 ยื่นเรื่องต่อประธานสภาฯ ให้ส่งคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่ามีความถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ระบุว่า เรื่องนี้เป็นไปตามกระบวนการ ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเอง ฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ของตัวเองเช่นกัน แต่ในอดีตหลายครั้งที่ผ่านมา เมื่อมีการออก พ.ร.ก. ทุกครั้งก็เข้าใจว่ามีการฟ้องร้องทุกครั้ง แต่สิ่งที่อยากย้ำอย่างชัดเจน คือ พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้ถูกดำเนินการเนื่องจากเป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และคิดว่าเป็นเรื่องที่เห็นชัดเจนได้ทุกประเทศทั่วโลก ที่ทุกคนพูดตรงกันว่า วันนี้คือวิกฤตของโลก และมีความเสี่ยงที่จะลุกลาม
ทั้งนี้ ยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะคือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นวิกฤตที่เกี่ยวกับปากท้องของประชาชน ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ทั้งหมดเป็นเรื่องชัดเจน และครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตในอดีตที่ผ่านมา เช่น วิกฤติปี 2540 ที่สถาบันการเงินล้ม วิกฤตค่าเงินที่ทุนสำรองหมด แต่ครั้งนี้ทุนสำรองของไทยยังแข็งแกร่ง และหากไม่เร่งแก้ปัญหาวิกฤติจะลุกลาม จากที่เริ่มต้นจากวิกฤตพลังงาน สู่วิกฤตค่าคาองชีพ และวิกฤตต้นทุน หากปล่อยไปเรื่อย ๆ จะกลายเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต คือปัญหาเงินเฟ้อและเศรษฐกิจหดตัว (Stagflation) ซึ่งจะแก้ปัญหาได้ยากมาก
“ได้มีการหารือเกี่ยวกับประเด็นนี้ในที่ประชุม ครม. ซึ่งนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายในมุมของกฎหมายอย่างชัดเจนว่า พ.ร.ก. กู้เงินฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว 1 วันหลังจากลงราชกิจจานุเบกษา เพราะฉะนั้นในเชิงการบริหารยังเดินหน้าได้ตามปกติ ผมคิดว่าเป็นกระบวนการตามปกติ ส่วนกระบวนการทางศษล หรือนิติบัญญัติ ก็ดำเนินการคู่ขนานไป อันนี้คือในเรื่องของฝ่ายบริหารก็ดำเนินการปกติ” นายเอกนิติ ระบุ
สำหรับความคืบหน้าของโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่ครอบคลุมโครงการคนละครึ่ง พลัส และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไทม์ไลน์ยังเป็นตามเดิม คือ จะมีการเสนอ ครม. ในวันที่ 19 พ.ค. นี้ และจะเปิดให้ลงทะเบียนในวันที่ 25 พ.ค. 2569 เพื่อให้เริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่1 มิ.ย. 2569 ส่วนจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์อยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสม แต่มีโอกาสที่จะให้สิทธิ์คนละครึ่ง พลัส 30 ล้านคน และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 13.2 ล้านคน
ทั้งนี้ กรอบการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับสิทธิ์ในโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงินรวม 4 พันบาทต่อคน เป็นระยะเวลา 4 เดือน แต่จะแบ่งการจ่ายเงินเป็น 2 ระยะ หรือรูปแบบ 2+2 โดยการจ่ายเงินระยะแรก รัฐบาลจะจ่ายวงเงิน 2 พันบาท ทยอยจ่ายเดือนละ 1 พันบาท เป็นเวลา 2 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพในช่วงแรก และระหว่างนี้รัฐบาลจะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลผู้ถือบัตร หากไม่เป็นไปตามเกณฑ์ก็จะต้องไปรับสิทธิ์ผ่านโครงการคนละครึ่ง พลัส ในระยะที่ 2 ต่อไป ซึ่งตรงนี้จะดำเนินการควบคู่ไปกับการเปิดลงทะเบียนใหม่ด้วย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
15 มิ.ย. ใช้สิทธิ 'ไทยช่วยไทย พลัส' ผ่าน 4 แอปส่งอาหาร
รัฐบาลเปิดให้ใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผ่าน ShopeeFood, LINE MAN, GrabFood และ Robinhood ตั้งแต่ 15 มิถุนายนนี้เป็นวันแรก หลังมีร้านอาหารเชื่อมระบบแล้วกว่า 88,000
สยามอะเมซิ่งพาร์ค ชวนเที่ยวฟรี! ผู้ถือบัตร 'สวัสดิการแห่งรัฐ' และผู้ได้รับสิทธิ์ 'ไทยช่วยไทยพลัส' 11 มิ.ย.-5 ก.ค.นี้ สวนน้ำสวนสนุกไม่อั้นทั้งวัน
สยามอะเมซิ่งพาร์คเปิดโปรใจใหญ่ ชวนกันมาเที่ยวฟรี!! ผู้ถือบัตร “สวัสดิการแห่งรัฐ” และผู้ได้รับสิทธิ์ “ไทยช่วยไทยพลัส” 11 มิ.ย. – 5 ก.ค. 69 นี้ พร้อมผู้ติดตามสูงสุด 3 คน เหลือเพียงคนละ 300.- (ปกติ 1,000.-)
‘กพต.’กางแผนดับไฟใต้ ปรับ‘กอ.รมน.-ศอ.บต.’
คณะผู้แทนพิเศษฯ ประเดิมถกดับไฟใต้นัดแรก "เลขาฯ สมช." เผยจัดระเบียบกลไก "กอ.รมน.-ศอ.บต." ยันไม่รื้อยุทธศาสตร์ จชต. โจรใต้เหิมยิงข่มขู่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ขณะลาดตระเวนเทือกเขาบูโด
’สิริพงศ์‘เปิดข้อมูลคนแห่ใช้ ‘ไทยช่วยไทยพลัส‘รัฐอุ้มช่วยจ่ายค่าโดยสาร 35 ล้าน
‘สิริพงศ์’เผย 9 วัน มีผู้ใช้สิทธิ ’ไทยช่วยไทยพลัส‘ภาคขนส่งทางบก-รางแตะ 2 ล้านคน รัฐร่วมจ่ายค่าโดยสาร ช่วยประชาชนกว่า 35 ล้านบาท มั่นใจผู้โดยสารเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
‘คลัง’ถกตลท.-FETCOเร่งเคาะTISAจับตาตัวเลขสิทธิประโยชน์/หวังบูมตลาดทุน
‘คลัง’ เปิดบ้านรับ ตลท.-ก.ล.ต.-FETCO หารือเร่งสรุปมาตรการ TISA หวังช่วยหนุนตลาดทุน หลังได้ข้อสรุปตรงกันแล้ว 90% จับตาเคาะตัวเลขสิทธิประโยชน์

