รัฐบาลจับมือเอกชนฟื้นกลไก กรอ. เพิ่มขีดแข่งขันประเทศ แก้โจทย์เศรษฐกิจรอบด้าน เงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย พร้อมหารือจัดระบบแรงงานกัมพูชากว่า 2 แสนคน
13 พ.ค.2569 - น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การหารือระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมรัฐมนตรีด้านกฎหมายและเศรษฐกิจ กับผู้บริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันที่ 12 พ.ค. 2569 ที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน เพื่อดึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศกลับมาตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี
น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีรับฟังข้อเสนอจากภาคอุตสาหกรรมอย่างรอบด้าน ทั้งปัญหาต้นทุนการผลิต การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของเอสเอ็มอี โครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ พลังงานสะอาด การปรับกฎหมายให้เอื้อต่อธุรกิจ และปัญหาแรงงาน โดยย้ำว่ารัฐบาลต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุม เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนเดินหน้าได้เต็มศักยภาพ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับการฟื้นกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยเชิญ 3 สถาบันเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เข้าร่วมเป็นเวทีประจำในการสะท้อนปัญหา เสนอทางออก และผลักดันนโยบายเศรษฐกิจให้เกิดผลจริง เหมือนในอดีตที่ความร่วมมือรัฐ–เอกชนมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด
น.ส.รัชดา กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีปัญหาสภาพคล่อง การเป็น NPL และบางส่วนหลุดไปสู่หนี้นอกระบบ โดยรัฐบาลจะพิจารณากลไกปลดล็อกให้ผู้ประกอบการกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจปกติให้มากที่สุด ควบคู่การพัฒนาศักยภาพให้เป็นเอสเอ็มอีที่ผลิตสินค้าซึ่งแข่งขันได้ พร้อมผลักดันการใช้กำลังซื้อภาครัฐผ่านนโยบาย Made in Thailand หรือ MiT เพื่อสร้างคำสั่งซื้อให้สินค้าไทย ช่วยให้เอสเอ็มอีมีรายได้ มีหลักประกัน และเข้าถึงสินเชื่อจากระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น
ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนประสิทธิภาพของเอกชน นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการแก้จุดที่ยังเป็น Missing Link ต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่เพียงการก่อสร้างเส้นทางคมนาคม แต่คือการวางฐานอุตสาหกรรมต่อเนื่อง โลจิสติกส์ และการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร เพื่อทำให้ไทยกลับมาเป็นศูนย์กลางการผลิตและการค้าของภูมิภาค
น.ส.รัชดา กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือด้านแรงงาน โดย ส.อ.ท.เสนอให้มีการหารือร่วมกันระหว่างกระทรวงแรงงานกับภาคเอกชน เพื่อออกแบบระบบการลงทะเบียน การควบคุม และการใช้แรงงานต่างด้าวอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชากว่า 200,000 คนที่ยังอยู่นอกระบบ เนื่องจากแรงงานแต่ละสัญชาติมีทักษะและความชำนาญแตกต่างกัน ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องการระบบบริหารแรงงานที่สอดคล้องกับความต้องการจริงของภาคการผลิต
โดยกระทรวงแรงงานได้รับข้อเสนอดังกล่าวไปดำเนินการร่วมกับภาคเอกชนต่อไป โดยเป้าหมายคือการจัดระบบแรงงานให้ถูกต้อง ชัดเจนทั้งด้านความมั่นคง การคุ้มครองแรงงาน สวัสดิการ และความต่อเนื่องของภาคการผลิต รวมถึงไม่ให้ปัญหาระหว่างรัฐกระทบต่อประชาชนและผู้ประกอบการที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มนี้อย่างจำเป็น
“นายกรัฐมนตรีมองว่าการพบ ส.อ.ท.ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการรับฟังข้อเสนอ แต่เป็นการวางกลไกทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ รัฐบาลจะเดินหน้าแก้ปัญหาทั้งโครงสร้างพื้นฐาน เงินทุน กฎหมาย พลังงาน และแรงงาน เพื่อให้เอกชนแข่งขันได้ ประชาชนมีงานทำ และประเทศไทยกลับมายืนในจุดที่มีศักยภาพสูงในภูมิภาคอีกครั้ง” น.ส.รัชดากล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นายกฯ ลั่นไม่ไหวไทยเหมือนแดนคาวบอย! สั่งเร่งคุมปืนเป็นเคพีไอวัดผลงาน
นายกฯ เสียงแหบมอบนโยบายมั่นคง สั่งเข้มตั้งด่านตรวจค้นปืน-ยาเสพติดเป็นหลัก อย่าให้มีพฤติกรรมลอกเลียนแบบ โอดไม่ไหวเหมือนแดนคาวบอย ชี้ผลภารกิจเป็นเคพีไอ
'อนุทิน' ถึงกับตกใจบอกอีกแล้วเหรอ! เหตุกราดยิงที่เมืองย่าโม
'อนุทิน' ตกใจบอก 'อีกแล้วเหรอ' หลังทราบเหตุยิงที่โคราช ย้ำต้องแก้โครงสร้างครอบครองอาวุธปืน พร้อมสั่ง 'อธิบดีปกครอง' ยกเลิกแจกรางวัลปืนลูกซองในงานเลี้ยงกำนันผู้ใหญ่บ้าน หลังมีจับแจกที่พะงัน
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสร่วมวงชำแหละปมยิงโจรเข้าบ้าน!
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
'รัชดา' ยันไทยไม่นำความร่วมมือทางทหารแลกเงื่อนไขการค้าสหรัฐ
โฆษกรัฐบาลยันไทยไม่นำความร่วมมือทางทหารแลกเงื่อนไขการค้าสหรัฐ ย้ำทุกการเจรจายึดผลประโยชน์ประเทศ–ประชาชนเป็นหลัก
ลุยปราบทุจริตจริงจัง! ขยายผล 'พ่อทิพย์-กักตุนน้ำมัน'
รัฐบาลย้ำเดินหน้าปราบทุจริตจริงจัง แจงสางคดีสำคัญคืบหน้า ปราบขบวนการ 'พ่อทิพย์-กักตุนน้ำมัน' ขยายผลทุกกรณี
ต่อยอดเสน่ห์ปลายจวักไทย! ปลุก 231 มรดกอาหารถิ่น
รัฐบาลต่อยอดเสน่ห์อาหารไทย หลังติดอันดับ 7 ของโลกด้าน 'อาหารที่คนทั่วโลกรัก' เดินหน้า 'The Lost Taste' ปลุก 231 มรดกอาหารถิ่น สร้างมูลค่าวัฒนธรรม–ท่องเที่ยว

