IRPC รับอานิสงส์จากสต็อกน้ำมันดัน Q1/69 ดันรายได้โต 22%

IRPC มุ่งรักษาเสถียรภาพการดำเนินงาน ดันไตรมาส 1/2569 มีรายได้จากการขายสุทธิ 67,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% มีกำไรสุทธิ 7,889 ล้านบาท รับอานิสงส์จากสต็อกน้ำมัน แต่ต้องจับตาช่วงต่อไปอาจสร้างผลกระทบ คาด Q2 น้ำมันดิบดูไบเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงประมาณ 98 - 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

13 พ.ค. 2569 - นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่าบริษัทฯ มุ่งบริหารธุรกิจอย่างรอบคอบภายใต้ภาวะ ความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก โดยให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพการดำเนินงาน การเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบ การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก และการรักษาวินัยทางการเงิน เพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก

ส่งผลให้ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 67,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น และมี Market GIM อยู่ที่ 7,902 ล้านบาท หรือ 13.21 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 14% จากไตรมาส 4/2568 โดยสถานการณ์น้ำมันดิบในไตรมาส 1/2569 ได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลก เผชิญภาวะอุปทานตึงตัวอย่างมีนัยสำคัญ

ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ทำให้เกิดกำไรจากสต็อกน้ำมัน 9,843 ล้านบาท หรือ 16.46 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทฯ มี EBITDA จำนวน 14,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,394 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ บันทึกขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน 1,981 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 ที่บันทึกกำไร 258 ล้านบาท ขณะที่บริษัทฯ บันทึกกำไรจากการลงทุน 299 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 64% จากไตรมาสก่อน ส่วนใหญ่เกิดจากกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทร่วมค้า จากปัจจัยที่กล่าวข้างต้น ส่งผลให้ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 7,889 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 ที่ขาดทุนสุทธิ 574 ล้านบาท

ทั้งนี้ IRPC รักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงานและการส่งมอบผลิตภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางและข้อจำกัดด้านการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะส่งผลต่อต้นทุนน้ำมันดิบ ค่าระวางเรือ โดยบริษัทฯ ได้จัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์ CMC (Crisis Management Center) เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงแบบบูรณาการ ครอบคลุมการติดตามสถานการณ์ การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ การจัดหาวัตถุดิบ การบริหารสินค้าคงคลัง ตลอดจนการรักษาเสถียรภาพด้านการผลิตและการส่งมอบผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

นายเทอดเกียรติ กล่าวว่า แม้ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในไตรมาส 1/2569 ปรับตัวดีขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการรับรู้กำไรจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain) ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้น จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่การปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันดิบดูไบ จากระดับเฉลี่ยประมาณ 68 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนก.พ. 2569 เป็นประมาณ 129 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในเดือนมี.ค. 2569 ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุน สภาพคล่อง และเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทฯ อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานในไตรมาสที่ 1/2569 ที่ปรับตัวดีขึ้นดังกล่าว เป็นผลจากความผันผวนของราคาน้ำมันในระยะสั้น และอาจเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ตลาดพลังงานโลกในอนาคต โดยหากราคาน้ำมันดิบ ปรับลดลงหลังสถานการณ์ต่าง ๆ คลี่คลาย บริษัทฯ อาจมีความเสี่ยงจากการรับรู้ผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน จากต้นทุนน้ำมันดิบที่จัดซื้อล่วงหน้าอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจส่งผลต่อผลการดำเนินงาน ขณะเดียวกัน ความผันผวนของอุปสงค์และอุปทานในตลาดพลังงานโลก รวมถึงปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ยังคงเป็นปัจจัยที่บริษัทฯ ติดตามอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความสมดุลระหว่างการสร้างผลตอบแทนและการบริหารความเสี่ยง โดยให้ความสำคัญกับผลการดำเนินงานจากธุรกิจหลัก การบริหารต้นทุน การรักษาวินัยทางการเงิน การบริหารสภาพคล่อง และการบริหารความเสี่ยงด้านราคาพลังงานอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน เสริมสร้างความมั่นคงทางธุรกิจ และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจและตลาดพลังงานที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

สำหรับแนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ คาดว่าตลาดน้ำมันดิบและปิโตรเคมียังคงเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และข้อจำกัดด้านอุปทาน โดยราคาน้ำมันดิบดูไบมีแนวโน้มเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงประมาณ 98 - 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากผลกระทบด้านการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์การขนส่งกลับเข้าสู่ภาวะปกติ  จะช่วยให้อุปทานทยอยฟื้นตัว ขณะที่การเพิ่มกำลังการผลิต ของกลุ่มโอเปคพลัสจะช่วยบรรเทาความตึงตัวของตลาดบางส่วน

ด้านตลาดปิโตรเคมี ยังคงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและความไม่แน่นอนด้านการขนส่ง ส่งผลให้ผู้ผลิตหลายประเทศในภูมิภาคปรับลดกำลังการผลิตเพื่อบริหารความเสี่ยง ขณะที่อุปสงค์มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งยังมีความต้องการต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว.

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ATLAS โชว์ Q1/69 กำไรสุทธิพุ่ง 35% ลุยขยายธุรกิจ LPG

ATLAS โชว์ Q1/69 กำไรสุทธิพุ่ง 35% พร้อม EBITDA Margin สูงถึง 7.9%เดินหน้าขยายธุรกิจ LPG ควบคู่กับการต่อยอดธุรกิจสื่อโฆษณา เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวอย่างแข็งแกร่งพร้อมลุยต่อ ดันเป้ายอดขายปี 2569 เติบโต 8-12%

‘ไทยออยล์’เปิดงบ Q1/69 กำไรแตะ1.9 หมื่นล้าน

ไทยออยล์ เผย Q1/69 ทำกำไรได้ 19,481 ล้านบาท มีปัจจัยสนับสนุนหลักจากกำไรจากสต็อกนํ้ามันสุทธิ ห่วงพลิกเป็นขาดทุนจากสต็อกน้ำมันได้ในอนาคต ย้ำ Q2 สถานการณ์ยังน่ากังวล พร้อมเปิดปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ และแผนบริหารจัดการอย่างรอบคอบ