
เอิร์ลลี่ เบิร์ด ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมไม้ไทย หลังได้รับการรับรองมาตรฐาน FSC ครบทั้งระบบ พร้อมดำเนินงานสอดคล้องกับข้อกำหนด EUDR (EU Deforestation Regulation) ของสหภาพยุโรปอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นภาคเอกชนรายแรกของประเทศไทยที่สามารถตอบโจทย์มาตรฐานระดับสูงสุดของตลาดไม้โลก ทั้งด้านความถูกต้องตามกฎหมาย ความโปร่งใส และระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน
20 พ.ค. 2569 – นางพิชญ์อาภา จำนงค์เนียร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอิร์ลลี่ เบิร์ด จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ “ไม้สักทองไทย” ในการกลับเข้าสู่ตลาดพรีเมียมระดับโลกอย่างเต็มศักยภาพ ท่ามกลางแนวโน้มอุตสาหกรรมไม้โลกที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ซึ่ง “ความยั่งยืน” และ “ความโปร่งใส” ไม่ได้เป็นเพียงข้อได้เปรียบทางการแข่งขันอีกต่อไป แต่กลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการเข้าถึงตลาดโลก โดยเฉพาะในยุโรปและกลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์
ขณะเดียวกันการได้รับ FSC ครบทั้งระบบ สะท้อนถึงการบริหารจัดการสวนป่าเศรษฐกิจอย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับการพัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างโปร่งใส ขณะที่การดำเนินงานตามข้อกำหนด EUDR ยังแสดงถึงความพร้อมของบริษัทภายใต้หนึ่งในกฎระเบียบด้านไม้ที่เข้มงวดที่สุดของโลก
“ตลาดไม้สักโลกเปลี่ยนไปแล้ว วันนี้ความถูกต้องตามกฎหมาย ความโปร่งใส และความยั่งยืน ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือพื้นฐานของการเข้าถึงตลาดโลก การได้รับ FSC และการดำเนินงานที่สอดคล้องกับ EUDR หมายความว่า เราไม่ได้กำลังเตรียมตัวสำหรับอนาคต แต่เราอยู่ในตลาดแห่งอนาคตแล้ว” นางพิชญ์อาภากล่าว
โดยความสำเร็จครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจาก “มาตรฐาน” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสั่งสมประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับคู่ค้าระดับโลกมาอย่างยาวนาน ทั้งในกลุ่มสถาปัตยกรรม วัสดุก่อสร้างระดับลักชัวรี อุตสาหกรรมเรือยอร์ช และเครือข่ายผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับพรีเมียมในต่างประเทศ ซึ่งล้วนให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของวัสดุ ความถูกต้องตามกฎหมาย และมาตรฐาน ESG มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการได้ใบรับรอง แต่คือการสอดประสานระหว่างมาตรฐานระดับโลก เทคโนโลยี และเครือข่ายพันธมิตรระดับสากลที่เราสร้างความเชื่อมั่นร่วมกันมาอย่างยาวนาน ทำให้ไม้สักทองไทยสามารถกลับเข้าสู่ตลาดโลกได้อย่างสง่างามและยั่งยืน”
ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาดไม้สักโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากข้อจำกัดด้านซัพพลายไม้สักในเมียนมา ประกอบกับการทยอยปลดล็อกข้อจำกัดด้านไม้สักของประเทศไทย ทำให้เกิด “หน้าต่างโอกาสเชิงกลยุทธ์” สำหรับไม้สักไทยในการกลับเข้าสู่ตลาดโลกอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มตลาดลักชัวรี อาทิ อุตสาหกรรมเรือยอร์ช งานสถาปัตยกรรมระดับไฮเอนด์ และโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับ Ultra-Luxury
นอกจากนี้ การพัฒนาแหล่งซัพพลายไม้สักพรีเมียมภายในประเทศที่ถูกต้องตามกฎหมายและตรวจสอบได้ ยังช่วยลดความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทานโลก พร้อมส่งเสริมการบริหารทรัพยากรป่าไม้อย่างยั่งยืน สะท้อนบทบาทใหม่ของอุตสาหกรรมป่าไม้ไทยในการสร้างทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางทรัพยากร และความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
บริษัทมองว่า การสร้างระบบป่าเศรษฐกิจที่มีมาตรฐานสากล จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะในยุคที่ผู้ซื้อทั่วโลกให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากล ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ประเทศไทยสามารถขยับจาก “ผู้ส่งออกวัตถุดิบ” ไปสู่การเป็น “ต้นทางของวัสดุพรีเมียมระดับโลก” ได้ในอนาคต
ในด้านเทคโนโลยี บริษัทได้นำระบบ LiDAR (Light Detection and Ranging) มาใช้ในการบริหารจัดการสวนป่า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการทำแผนที่ การประเมินทรัพยากร การติดตามการเติบโตของไม้สัก และเสริมความแข็งแกร่งของระบบตรวจสอบย้อนกลับ ถือเป็นการผสานองค์ความรู้ด้านไม้สักที่สั่งสมมายาวนานกว่า 60 ปี เข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไม้ไทยสู่ระดับสากล
ทั้งนี้ ความสำเร็จของ Early Bird ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพขององค์กร แต่ยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Sustainable Luxury” ที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมระดับบนทั่วโลก

