
18 มิ.ย.2569-ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นกรณีรัฐบาลแต่งตั้ง “คณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ” หรือ “บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของนโยบายอุตสาหกรรมไทยที่ควรได้รับความสนใจอย่างยิ่ง
ดร.สติธร ระบุว่า หลายคนอาจมองว่าการตั้งบอร์ดดังกล่าวเป็นเพียงการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง แต่หากพิจารณาให้ลึกลงไป จะพบว่านี่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของรัฐไทยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 21 อย่างมีนัยสำคัญ
อาจารย์รัฐศาสตร์จากจุฬาฯ อธิบายว่า ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการเป็นฐานการผลิตสำคัญของภูมิภาค โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ แต่ในขณะเดียวกันก็เผชิญกับปัญหาที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “กับดักประเทศรายได้ปานกลาง” กล่าวคือ แม้เศรษฐกิจจะเติบโตต่อเนื่อง แต่ไม่สามารถยกระดับผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มได้มากพอที่จะก้าวขึ้นสู่กลุ่มประเทศรายได้สูง
“การผลักดันอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นความพยายามในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งระบบ” ดร.สติธร กล่าว
ดร.สติธร ย้อนถึงที่มาของแนวคิดดังกล่าวว่า การจัดตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน โดยรัฐบาลได้เริ่มประกาศแนวคิดและวางโครงสร้างคณะกรรมการชุดนี้มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 พร้อมมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานและวางยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของประเทศ
จากนั้นในเดือนมกราคม 2569 ได้มีการประชุมคณะกรรมการในรูปแบบเบื้องต้นเพื่อจัดทำโรดแมปและร่างยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ก่อนจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดสมบูรณ์อย่างเป็นทางการในเดือนมิถุนายน 2569 โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีจากกระทรวงสำคัญหลายแห่ง และผู้แทนภาคเอกชนรายสำคัญเข้าร่วมเป็นกรรมการ
ในมุมมองทางรัฐศาสตร์ ดร.สติธร เห็นว่า การออกแบบโครงสร้างเช่นนี้ถือว่าน่าสนใจ เพราะเป็นความพยายามสร้างกลไก “รัฐเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic State) ที่สามารถบูรณาการการทำงานข้ามกระทรวง และเชื่อมโยงภาครัฐกับภาคเอกชนเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยมักประสบปัญหามาโดยตลอด
สำหรับความสำคัญของบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ดร.สติธร มองว่าสามารถพิจารณาได้ใน 5 มิติสำคัญ ได้แก่ การยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่ห่วงโซ่มูลค่าระดับสูง เนื่องจากอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เป็นหัวใจของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทั้งปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์ไฟฟ้า หุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และอุปกรณ์อัจฉริยะ หากไทยสามารถเข้าไปมีบทบาทในอุตสาหกรรมนี้ได้มากขึ้น ก็จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยับจากการเป็นฐานการผลิตไปสู่การเป็นผู้สร้างมูลค่าเพิ่มจากเทคโนโลยี
มิติที่สอง คือการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังปรับตัว โดยเฉพาะจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมถึงแนวโน้มการกระจายฐานการผลิตของบริษัทข้ามชาติ ซึ่งทำให้หลายประเทศแข่งขันกันดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมชิปอย่างเข้มข้น การมีคณะกรรมการระดับชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จึงถือเป็นการส่งสัญญาณเชิงนโยบายที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมแข่งขันในเกมนี้อย่างจริงจัง
มิติที่สาม คือความมั่นคงทางเทคโนโลยี โดยวิกฤติชิปขาดแคลนในช่วงโควิด-19 ทำให้ทั่วโลกตระหนักว่า เซมิคอนดักเตอร์ไม่ใช่เพียงสินค้าอุตสาหกรรมธรรมดา แต่เป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่ส่งผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ การสร้างขีดความสามารถภายในประเทศจึงเป็นการลงทุนเพื่อความมั่นคงในระยะยาว
มิติที่สี่ คือการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ ซึ่งเป้าหมายการสร้างบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน อาจเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญไม่แพ้การดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เพราะความสามารถในการแข่งขันของประเทศขึ้นอยู่กับคุณภาพของคนในประเทศด้วย
ส่วนมิติสุดท้าย คือการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของภูมิภาคในระยะยาว หากยุทธศาสตร์นี้ประสบความสำเร็จ ไทยอาจกลายเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกภายในกลางศตวรรษนี้
อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร ย้ำว่า ความสำเร็จของนโยบายนี้ยังไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยโจทย์สำคัญที่สุดคือเรื่องบุคลากร เพราะการสร้างวิศวกร นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญด้านเซมิคอนดักเตอร์ ไม่สามารถทำได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ต่างมีความได้เปรียบและสะสมประสบการณ์มาก่อนแล้ว
นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ยังต้องการพลังงานสะอาด น้ำคุณภาพสูง และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีเสถียรภาพ ซึ่งล้วนเป็นโจทย์ที่ประเทศไทยยังต้องเร่งพัฒนาอีกมาก
“ที่สำคัญที่สุดคือความต่อเนื่องของนโยบาย” ดร.สติธร กล่าว พร้อมระบุว่า เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของอาเซียนในปี 2593 หมายถึงการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่องนานกว่าสองทศวรรษ ซึ่งยาวนานกว่าวาระของรัฐบาลหลายชุด
ดร.สติธร เห็นว่า ความสำเร็จของบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนการประชุมหรือจำนวนโครงการที่ประกาศออกมา แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างฉันทามติระดับชาติ ทำให้ทุกภาคส่วนเห็นตรงกันว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงคือวาระแห่งชาติที่ต้องเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร
“ในท้ายที่สุด การตั้งบอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติอาจไม่ใช่ข่าวใหญ่ในสายตาประชาชนทั่วไปเมื่อเทียบกับนโยบายเศรษฐกิจระยะสั้นที่เห็นผลทันที แต่หากมองในมิติการพัฒนาประเทศ นี่อาจเป็นหนึ่งในการตัดสินใจเชิงนโยบายที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ เพราะเป็นความพยายามวางรากฐานเศรษฐกิจไทยสำหรับอนาคต 2-3 ทศวรรษ”.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ต่อยอดของเก่า ทำให้ดีขึ้น! นักรัฐศาสตร์ เจาะลึกไทยช่วยไทยพลัส 60:40 หลังประชาชนตอบรับดี ชี้ นโยบายรัฐที่ดี ไม่ต้องใหม่เอี่ยมเสมอไป แต่ต้องตอบโจทย์ประชาชนได้จริง
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นต่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60:40” ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน คือการที่รัฐบาลเลือกนำระบบและแพลตฟอร์มที่ประชาชนคุ้นเคยจากโครงการ “คนละครึ่ง” มาต่อยอด แทนที่จะพัฒนาระบบใหม่ทั้งหมด
นักวิชาการมอง “อนุทิน” เดินเกมใหญ่ ใช้ฝรั่งเศสเปิดประตูยุโรป ดันไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์การเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสของ อนุทิน ชาญวีรกูล ว่า ไม่ใช่เพียงภารกิจทางการทูตทั่วไป แต่สะท้อนยุทธศาสตร์ถ่วงดุลอำนาจของไทยในระเบียบโลกใหม่ ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนที่ทวีความเข้มข้นมากขึ้น
รัฐบาลดัน 'อีสปอร์ต' เข้าสถานศึกษาทั่วประเทศ!
รัฐบาลเดินหน้านโยบายสำคัญ ดัน 'อีสปอร์ต' เข้าสถานศึกษาทั่วประเทศ เปลี่ยนเกมเป็นเครื่องมือฝึกทักษะ สร้างเงิน สร้างอาชีพ พร้อมปั้นเด็กไทยสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลกที่มีมูลค่ามหาศาล
เกาหลีใต้โมเดล ! “ดร.สติธร” ชี้ รัฐจับมือเอกชน คือกุญแจปลดล็อกศักยภาพไทย สู่เศรษฐกิจโลกยุคใหม่
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเปิดเวทีหารือร่วมกับผู้บริหารภาคเอกชนรายใหญ่ของประเทศ ว่า
'นักวิชาการจุฬาฯ' ชี้แลนด์บริดจ์คือโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ เเสียงหนุน 67% คือทุนสำคัญ ขอรัฐบาล อย่าทำเสียของ
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นต่อโครงการแลนด์บริดจ์ว่า เป็น “โอกาสเชิงยุทธศาสตร์” ที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ
นักวิชาการชี้ Moody’s ปรับ Outlook ไทยสู่ 'Stable' คือสัญญาณโครงสร้างเศรษฐกิจแข็งแกร่ง แนะรัฐเปลี่ยนบทบาท 'อัดฉีด' สู่ 'ปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจ'
ไม่ใช่เพียงข่าวดีในเชิงเทคนิคด้านการเงิน แต่เป็นสัญญาณเชิงโครงสร้าง ที่สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

