ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความคิดเห็นต่อโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60:40” ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน คือการที่รัฐบาลเลือกนำระบบและแพลตฟอร์มที่ประชาชนคุ้นเคยจากโครงการ “คนละครึ่ง” มาต่อยอด แทนที่จะพัฒนาระบบใหม่ทั้งหมด
ดร.สติธร ระบุว่า แนวทางดังกล่าวช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการ ลดความยุ่งยากในการเข้าถึงสิทธิของประชาชน และลดความเสี่ยงจากปัญหาทางเทคนิคที่มักเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นของโครงการใหม่ ส่งผลให้การลงทะเบียนเป็นไปอย่างรวดเร็วและประชาชนสามารถใช้สิทธิได้อย่างต่อเนื่อง
“บทเรียนสำคัญของนโยบายสาธารณะคือ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากการคิดสิ่งใหม่เสมอไป บางครั้งการนำระบบเดิมที่มีประสิทธิภาพมาปรับปรุงและพัฒนาต่อยอด ก็สามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าได้ เพราะช่วยลดความสับสนและเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับประชาชน” ดร.สติธร กล่าว
ประสบการณ์จากโครงการไทยช่วยไทยพลัสควรถูกนำไปใช้กับการดำเนินนโยบายสวัสดิการภาครัฐในอนาคต โดยเฉพาะการลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 ซึ่งขณะนี้เริ่มมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับการปรับปรุงคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับสวัสดิการ
ทั้งนี้ แม้การปรับเกณฑ์อาจมีเหตุผลเพื่อให้การช่วยเหลือมุ่งเป้าไปยังกลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นจริงมากขึ้น แต่รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจน และรักษาความต่อเนื่องของระบบ เพื่อป้องกันความสับสนและความไม่มั่นใจของประชาชน ฉะนั้น หากมีข้อท้วงติงก็ควรรับฟัง อะไรที่ไม่เหลือบากกว่าแรง อย่างกรณีผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้ในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร ถ้าปรับได้ก็ควรปรับ อย่างให้เสียบรรยากาศการขับเคลื่อนนโยบาย
สำหรับข้อดีของโครงการไทยช่วยไทยพลัส 60:40 ดร.สติธร มองว่า ประการแรก โครงการช่วยลดค่าครองชีพของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากประชาชนจ่ายเพียง 40% ขณะที่ภาครัฐช่วยสนับสนุนอีก 60% ทำให้ลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ทันที
ประการที่สอง โครงการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและร้านค้ารายย่อย เนื่องจากเม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ร้านอาหาร ร้านค้าชุมชน และผู้ประกอบการขนาดเล็กโดยตรง
ประการที่สาม กลไกร่วมจ่าย หรือ Co-payment มีข้อได้เปรียบกว่าการแจกเงินสดทั่วไป เพราะทำให้เกิดการใช้จ่ายจริงในระบบเศรษฐกิจ และช่วยให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระดับชุมชนเพิ่มขึ้นในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ดร.สติธร ระบุว่า โครงการลักษณะนี้ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพิจารณาเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นภาระงบประมาณของรัฐที่ค่อนข้างสูง ผลลัพธ์ที่ส่วนใหญ่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น รวมถึงความเสี่ยงด้านการใช้สิทธิไม่ตรงวัตถุประสงค์ที่ยังจำเป็นต้องมีระบบกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง
ดร.สติธร เห็นว่า รัฐบาลควรมอง “ไทยช่วยไทยพลัส” เป็นมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเวลาที่กำลังซื้อยังเปราะบาง มากกว่าจะเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจระยะยาว
“มาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายช่วยให้เศรษฐกิจหายใจได้สะดวกขึ้นในระยะสั้น แต่การทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแรงอย่างยั่งยืน ยังต้องอาศัยการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทักษะแรงงาน การส่งเสริมนวัตกรรม และการปฏิรูปเชิงโครงสร้างควบคู่กันไป” ดร.สติธร กล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'สติธร' ชี้ขึ้นภาษี EV นำเข้า 35% เปิดโอกาสไทยผงาดฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ดึงทุนต่างชาติตั้งโรงงาน รักษาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
“สติธร” วิเคราะห์มาตรการขึ้นภาษีรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า 35% เป็นจังหวะเปลี่ยนผ่านสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ชี้รัฐต้องเปลี่ยนจากการกระตุ้นยอดขายสู่การสร้างฐานผลิต ดึงต่างชาติลงทุนจริง รักษาการจ้างงานและผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย พร้อมย้ำต้องดูแลราคาผู้บริโภคและรักษาการแข่งขันในตลาด
กลุ่มทิสโก้โชว์ 9 เดือนกำไรสุทธิ 5,302 ล้านบาท
กลุ่มทิสโก้โชว์ผลประกอบการ 9 เดือนแรก ปี 2569 กำไรสุทธิ 5,302 ล้านบาท เติบโตแข็งแกร่ง 5.7%
‘ไทยพลัส’คึกคัก! มีสิทธิ30ล้านคน ยืนยันแล้ว22ล้าน
“ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” เทน้ำเทท่า! มีประชาชนผู้มีสิทธิในโครงการทั้งหมด 30.7 ล้านคน รายเดิมยืนยันสิทธิแล้วกว่า 22.3 ล้านราย แตะ 90% รัฐบาลย้ำผู้มีสิทธิที่เหลือกดยืนยันภายใน 15 ต.ค.
'ไทยช่วยไทย พลัส 60/40' รายเดิมยืนยันสิทธิแล้ว 22.3 ล้านคน รัฐย้ำกดภายใน 15 ต.ค.
รัฐบาลเผยยอดยืนยันสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” กลุ่มรายเดิมแตะ 22.3 ล้านราย หรือ 90% ขณะที่
สศอ.เผยดัชนี MPI งวด ส.ค. ปรับตัวดีขึ้น 4.44% รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ
สศอ.เผยดัชนี MPI งวด ส.ค. ปรับตัวดีขึ้น 4.44% รับอัตราการใช้กำลังการผลิตโต แรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ ชี้หลังปรับปรุงโครงสร้างการคำนวณดัชนีดันคาดการณ์ปี 69 ขยายตัว 2.75 - 3.75% เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากเดิมที่คาดไว้ 0 - 0.5%

