'ธนฑิตย์' ดัน IMT-GT เชื่อมเศรษฐกิจ 3 ชาติ เปิดตลาดสินค้าไทย-เพิ่มรายได้ภาคใต้ 11 กันยายน 2569 เวลา 18:10 น. “ธนฑิตย์” ร่วมประชุมรัฐมนตรี IMT-GT ครั้งที่ 32 ที่อินโดนีเซีย เดินหน้าเชื่อมเศรษฐกิจไทย-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย ผลักดันการค้าชายแดน เกษตร ฮาลาล ท่องเที่ยว แรงงานและดิจิทัล เปิดตลาดสินค้าไทย สร้างงาน เพิ่มรายได้ประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ ชูระเบียงเศรษฐกิจเชื่อม 8 สาขาความร่วมมือ ย้ำผลงานต้องวัดจากรายได้ที่เพิ่ม งานที่เกิดจริง และต้นทุนที่ลดลง11 กันยายน 2569 - นายธนฑิตย์ รักตะบุตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ที่เมืองเมดาน จังหวัดสุมาตราเหนือ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ตนได้รับมอบหมายจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ให้ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีประจำแผนงาน IMT-GT ของไทย เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี IMT-GT ครั้งที่ 32 เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะต่อประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้การประชุมมีนายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย เป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจมาเลเซีย ผู้แทนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และสำนักเลขาธิการอาเซียนส่วนผู้แทนฝ่ายไทย ประกอบด้วย น.ส.ศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโส IMT-GT นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ในฐานะหัวหน้าคณะ CMGF ของไทย ตลอดจนผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดจาก 14 จังหวัดภาคใต้ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานตามแผน IMT-GT ระยะ 5 ปี พ.ศ.2565-2569 พร้อมหารือการจัดทำแผนระยะต่อไป พ.ศ.2570-2574 โดยมุ่งเปลี่ยนจากกิจกรรมระยะสั้นไปสู่โครงการข้ามพรมแดนที่มีเป้าหมายชัดเจน สามารถวัดผลได้ และสร้างประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิดความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ การเชื่อมโยง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันนายธนฑิตย์ กล่าวว่า การประชุม IMT-GT ไม่ใช่เรื่องไกลตัวประชาชน เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือทำให้เกษตรกรขายสินค้าได้ดีขึ้น ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น การเดินทางและการขนส่งสินค้าข้ามแดนสะดวกรวดเร็วขึ้น รวมทั้งสร้างงานและทักษะใหม่ให้แก่คนรุ่นใหม่ในภาคใต้สำหรับความร่วมมือสำคัญ ประการแรก คือ การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการเดินทางข้ามแดน โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง และกักกันโรค หรือ CIQ ให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัมของมาเลเซีย ซึ่งจะช่วยลดเวลาและต้นทุนการขนส่ง เพิ่มความคล่องตัว และสร้างโอกาสแก่ธุรกิจชายแดน โลจิสติกส์ และชุมชนประการที่สอง การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและโอกาสของเกษตรกร ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ และการยกระดับห่วงโซ่มูลค่ายางพารา น้ำมันปาล์ม อาหาร และสมุนไพร โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจด้านน้ำมันปาล์มระหว่าง 3 ประเทศ ครอบคลุมทั้งการค้า ความยั่งยืน การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย สหกรณ์ และผู้ประกอบการไทยประการที่สาม การเปิดตลาดให้ผู้ประกอบการ SMEs และอุตสาหกรรมฮาลาลไทย โดยพัฒนาผู้เชี่ยวชาญ ระบบรับรองมาตรฐาน และการเคลื่อนย้ายสินค้าข้ามแดน ครอบคลุมอาหาร เภสัชภัณฑ์ เครื่องสำอาง แฟชั่น บริการสุขภาพ และการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย และตลาดมุสลิมทั่วโลกประการที่สี่ การกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปสู่เมืองรองและชุมชน ผ่านการพัฒนาเส้นทางและแพ็กเกจท่องเที่ยวข้ามพรมแดน การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม และการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เพื่อเพิ่มรายได้แก่โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจขนส่ง ผู้ประกอบการท้องถิ่น และสินค้าชุมชนประการที่ห้า การพัฒนาทักษะแรงงานและคุณภาพชีวิต ทั้งทักษะดิจิทัล วิชาชีพ มาตรฐานฝีมือแรงงาน และฐานข้อมูลตลาดแรงงาน ควบคู่กับการขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อินเทอร์เน็ต และ 5G รวมถึงการพัฒนาเมืองสีเขียว ลดมลพิษ รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการลงทุนตามกรอบ SUDFนายธนฑิตย์ยังเสนอให้พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ หรือ Economic Corridors เชื่อมโยงกับการดำเนินงานทั้ง 8 สาขาของ IMT-GT พร้อมกำหนดเป้าหมายและระบบติดตามประเมินผลที่ชัดเจน รวมทั้งเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การลงทุน ไปจนถึงการขับเคลื่อนโครงการ เพื่อให้โครงการตอบโจทย์ตลาดและประชาชนอย่างแท้จริงสำหรับประเทศไทย ความร่วมมือ IMT-GT จะช่วยเสริมบทบาทการเป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมมาเลเซีย อินโดนีเซีย และอาเซียน รวมทั้งเชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลาและนราธิวาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งนี้ ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำ IMT-GT ครั้งที่ 17 ในปี 2571 ซึ่งตรงกับปีที่ประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน“ความสำเร็จของ IMT-GT ต้องไม่วัดจากจำนวนการประชุมหรือกิจกรรมที่จัดขึ้น แต่ต้องวัดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น งานที่เกิดขึ้นจริง ต้นทุนที่ลดลง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน รัฐบาลไทยจึงมุ่งผลักดันให้ความร่วมมือครั้งนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้อย่างแท้จริง” นายธนฑิตย์ กล่าว Tagsเศรษฐกิจ ข่าวที่เกี่ยวข้อง ‘เอกนิติ’เปรยเศรษฐกิจไทยเหมือนเรือลำเล็ก กางโจทย์เร่งปฏิรูปสร้างภูมิคุ้มกันโตฝ่า4พายุ ‘วราวุธ’ สั่ง สมอ. คุมเข้ม ‘แผงโซลาร์เซลล์’ ต้องปลอดภัย บังคับใช้ต.ค. นี้ ฟิตเนส เฟิรส์ท คัมแบ็กลงทุนสาขาใหม่นับตั้งแต่โควิด อัดงบ 330 ล้าน รับเทรนด์คนไทยออกกำลังกายจริงจัง! ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป คว้า Best Local Hotel Brand Thailand จาก TTG Travel Awards 2 ปีซ้อน ไอคอนคราฟต์ ดัน 3 แบรนด์ไทยขึ้นรันเวย์ ELLE Fashion Week 2026 ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่แฟชั่นร่วมสมัย ‘IMF’ เตือนเศรษฐกิจไทยรับมือศึกต้นทุนพลังงาน แนะเร่งสร้างกันชนการคลังชงใช้มาตรการมุ่งเป้าลดเสี่ยง NEWS UPDATE 9:15 น. ระวังตายหมู่! 'นิพิฏฐ์' กระซิบพรรคน้ำเงิน อย่าปรามาส 'ทหารแก่' 9:09 น. 'อำนาจ' ซนซานกลับมาหา 'จอนนี มือปราบ' ยอมรับแอบเสพยาหลังกลับบ้านที่ศรีราชา 8:54 น. รัฐบาลชู 'บ้านมั่นคงชายแดน' พม. ผนึกกลาโหม ยกระดับชีวิต 5 จังหวัด 4,563 ครัวเรือน 8:50 น. 'ภราดร' ชี้ซักฟอกแค่ 3 วันกำลังดี แจงนายกฯ คิวงานแน่น ไม่หวั่นหมัดเด็ด 8:31 น. รัฐบาลเคลียร์ดรามา 'รถเกี่ยวข้าว' 16 ล้าน แค่ศึกษา พร้อมฟังเสียงท้วงติง
“ธนฑิตย์” ร่วมประชุมรัฐมนตรี IMT-GT ครั้งที่ 32 ที่อินโดนีเซีย เดินหน้าเชื่อมเศรษฐกิจไทย-มาเลเซีย-อินโดนีเซีย ผลักดันการค้าชายแดน เกษตร ฮาลาล ท่องเที่ยว แรงงานและดิจิทัล เปิดตลาดสินค้าไทย สร้างงาน เพิ่มรายได้ประชาชน 14 จังหวัดภาคใต้ ชูระเบียงเศรษฐกิจเชื่อม 8 สาขาความร่วมมือ ย้ำผลงานต้องวัดจากรายได้ที่เพิ่ม งานที่เกิดจริง และต้นทุนที่ลดลง11 กันยายน 2569 - นายธนฑิตย์ รักตะบุตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ที่เมืองเมดาน จังหวัดสุมาตราเหนือ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ตนได้รับมอบหมายจาก ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ให้ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีประจำแผนงาน IMT-GT ของไทย เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี IMT-GT ครั้งที่ 32 เพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะต่อประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้การประชุมมีนายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานเศรษฐกิจ อินโดนีเซีย เป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจมาเลเซีย ผู้แทนจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) และสำนักเลขาธิการอาเซียนส่วนผู้แทนฝ่ายไทย ประกอบด้วย น.ส.ศศิธร พลัตถเดช รองเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ในฐานะเจ้าหน้าที่อาวุโส IMT-GT นายทรงกลด สว่างวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ในฐานะหัวหน้าคณะ CMGF ของไทย ตลอดจนผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดจาก 14 จังหวัดภาคใต้ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานตามแผน IMT-GT ระยะ 5 ปี พ.ศ.2565-2569 พร้อมหารือการจัดทำแผนระยะต่อไป พ.ศ.2570-2574 โดยมุ่งเปลี่ยนจากกิจกรรมระยะสั้นไปสู่โครงการข้ามพรมแดนที่มีเป้าหมายชัดเจน สามารถวัดผลได้ และสร้างประโยชน์อย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิดความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ การเชื่อมโยง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันนายธนฑิตย์ กล่าวว่า การประชุม IMT-GT ไม่ใช่เรื่องไกลตัวประชาชน เพราะเป้าหมายสุดท้ายคือทำให้เกษตรกรขายสินค้าได้ดีขึ้น ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น การเดินทางและการขนส่งสินค้าข้ามแดนสะดวกรวดเร็วขึ้น รวมทั้งสร้างงานและทักษะใหม่ให้แก่คนรุ่นใหม่ในภาคใต้สำหรับความร่วมมือสำคัญ ประการแรก คือ การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการเดินทางข้ามแดน โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบศุลกากร ตรวจคนเข้าเมือง และกักกันโรค หรือ CIQ ให้เชื่อมโยงกันมากขึ้น โดยเฉพาะการเชื่อมด่านสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัมของมาเลเซีย ซึ่งจะช่วยลดเวลาและต้นทุนการขนส่ง เพิ่มความคล่องตัว และสร้างโอกาสแก่ธุรกิจชายแดน โลจิสติกส์ และชุมชนประการที่สอง การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรและโอกาสของเกษตรกร ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ และการยกระดับห่วงโซ่มูลค่ายางพารา น้ำมันปาล์ม อาหาร และสมุนไพร โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจด้านน้ำมันปาล์มระหว่าง 3 ประเทศ ครอบคลุมทั้งการค้า ความยั่งยืน การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสนับสนุนเกษตรกรรายย่อย สหกรณ์ และผู้ประกอบการไทยประการที่สาม การเปิดตลาดให้ผู้ประกอบการ SMEs และอุตสาหกรรมฮาลาลไทย โดยพัฒนาผู้เชี่ยวชาญ ระบบรับรองมาตรฐาน และการเคลื่อนย้ายสินค้าข้ามแดน ครอบคลุมอาหาร เภสัชภัณฑ์ เครื่องสำอาง แฟชั่น บริการสุขภาพ และการท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดมาเลเซีย อินโดนีเซีย และตลาดมุสลิมทั่วโลกประการที่สี่ การกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปสู่เมืองรองและชุมชน ผ่านการพัฒนาเส้นทางและแพ็กเกจท่องเที่ยวข้ามพรมแดน การท่องเที่ยวเชิงอาหาร การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม และการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ เพื่อเพิ่มรายได้แก่โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจขนส่ง ผู้ประกอบการท้องถิ่น และสินค้าชุมชนประการที่ห้า การพัฒนาทักษะแรงงานและคุณภาพชีวิต ทั้งทักษะดิจิทัล วิชาชีพ มาตรฐานฝีมือแรงงาน และฐานข้อมูลตลาดแรงงาน ควบคู่กับการขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อินเทอร์เน็ต และ 5G รวมถึงการพัฒนาเมืองสีเขียว ลดมลพิษ รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการลงทุนตามกรอบ SUDFนายธนฑิตย์ยังเสนอให้พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ หรือ Economic Corridors เชื่อมโยงกับการดำเนินงานทั้ง 8 สาขาของ IMT-GT พร้อมกำหนดเป้าหมายและระบบติดตามประเมินผลที่ชัดเจน รวมทั้งเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ การลงทุน ไปจนถึงการขับเคลื่อนโครงการ เพื่อให้โครงการตอบโจทย์ตลาดและประชาชนอย่างแท้จริงสำหรับประเทศไทย ความร่วมมือ IMT-GT จะช่วยเสริมบทบาทการเป็นประตูเศรษฐกิจเชื่อมมาเลเซีย อินโดนีเซีย และอาเซียน รวมทั้งเชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษสงขลาและนราธิวาสเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค ดึงดูดการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งนี้ ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำ IMT-GT ครั้งที่ 17 ในปี 2571 ซึ่งตรงกับปีที่ประเทศไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน“ความสำเร็จของ IMT-GT ต้องไม่วัดจากจำนวนการประชุมหรือกิจกรรมที่จัดขึ้น แต่ต้องวัดจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น งานที่เกิดขึ้นจริง ต้นทุนที่ลดลง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน รัฐบาลไทยจึงมุ่งผลักดันให้ความร่วมมือครั้งนี้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ประชาชนสัมผัสได้อย่างแท้จริง” นายธนฑิตย์ กล่าว
ไอคอนคราฟต์ ดัน 3 แบรนด์ไทยขึ้นรันเวย์ ELLE Fashion Week 2026 ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่แฟชั่นร่วมสมัย