กรมเจ้าท่าแจงเทคนิคและรูปแบบท่าเทียบเรือโครงการศึกษาสํารวจออกแบบท่าเรือต้นทางสําหรับเรือสําราญขนาดใหญ่บริเวณอ่าวไทยตอนบน
29 มิ.ย.2566 - นายวรรณชัย บุตรทองดี ผู้อำนวยการกองวิศวกรรม กรมเจ้าท่า เป็นประธานการประชุมชี้แจงเรื่องเทคนิคและรูปแบบท่าเทียบเรือ (Technical Hearing) โครงการศึกษาสํารวจออกแบบท่าเรือต้นทาง (Home Port) สําหรับเรือสําราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) บริเวณอ่าวไทยตอนบน
นายวรรณชัยแถลงว่า กระทรวงคมนาคม มีนโยบายในการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมทั้งทางบก น้ำ ราง อากาศ ให้มีความเชื่อมโยง สะดวก ปลอดภัย สร้างความสามารถในการแข่งขัน ให้กับประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของรัฐบาล โดย กรมเจ้าท่า เป็นหน่วยงาน ในสังกัดกระทรวงคมนาคม มีภารกิจในการพัฒนาท่าเรือ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้งาน ทั้งด้านการค้า การสัญจรทางน้ำ และการท่องเที่ยว เพื่อเชื่อมโยงกับระบบการขนส่งอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวทางน้ำระหว่างประเทศ ในการสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศ เข้าสู่ประเทศไทย
นายวรรณชัยกล่าวอีกว่า กรมเจ้าท่า เล็งเห็นว่าปัจจุบันการท่องเที่ยวโดยเรือสำราญ (Cruise) มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศเป็นอย่างมาก ในปัจจุบันประเทศไทย บริเวณชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนบน มีท่าเรือสำราญที่สายการเดินเรือสำราญ สามารถเข้ามาแวะพักทางทะเลฝั่งอ่าวไทยตอนบน ได้เพียง 2 ท่า คือ ท่าเรือกรุงเทพ และท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งแต่ละท่ามีข้อจำกัด ปัญหา อุปสรรค ในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกไม่เพียงพอ และไม่สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวที่กำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความจำเป็น ในการให้บริการที่รวดเร็ว ทันสมัย ปลอดภัย และได้มาตรฐานระดับสากล ดังนั้น เพื่อให้มีการพัฒนาท่าเทียบเรือสำราญของประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ และเป็นทางเลือกการท่องเที่ยวทางน้ำของการท่องเที่ยวที่มีคุณภาพ สู่มาตรฐานสากล รวมทั้งการสร้างรายได้ในการนำเงินตราต่างประเทศเข้าสู่ไทย
กรมเจ้าท่า จึงได้ว่าจ้างกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา ประกอบด้วย บริษัท ซี สเปคตรัม จำกัด จำกัด/ สำนักงานศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด/ บริษัท เซ้าท์อี๊สท์เอเซียเทคโนโลยี่ จำกัด/ และบริษัท ไพร้ชวอเตอร์เฮ้าส์คูเปอร์ส เอฟเอเอส จำกัด ศึกษาสำรวจออกแบบท่าเรือต้นทาง (Home Port) สำหรับเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal) บริเวณอ่าวไทยตอนบน (ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี) ประกอบด้วย การออกแบบเบื้องต้น การศึกษาความเหมาะสม การสำรวจออกแบบรายละเอียดเบื้องต้น การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการวิเคราะห์ตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562
“การศึกษานี้ได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2564 และปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการออกแบบรายละเอียดเบื้องต้นทางด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม และสิ่งแวดล้อม โดยในการศึกษานี้ จำเป็นต้องมีการประชุมชี้แจงเรื่องเทคนิค และรูปแบบท่าเทียบเรือ (Technical Hearing) โดยเชิญผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวนไม่น้อยกว่า 50 ท่าน เข้าร่วมประชุม เพื่อให้มีข้อซักถาม และรับฟังความคิดเห็น ถึงรูปแบบ การออกแบบ รายละเอียดต่างๆ และผลกระทบระหว่างก่อสร้าง ซึ่งที่ปรึกษาจะได้นำข้อคิดเห็น มาปรับปรุงแก้ไขรูปแบบการก่อสร้าง และเอกสารที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกันในลำดับต่อไป”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เฮ! ก.คมนาคม ปลดล็อกจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง
ก.คมนาคม ปลดล็อกรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง รัฐบาลเชิญชวนนำรถตรวจสภาพ จดทะเบียน “รย.12” หนุนใช้เป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ 14 มิถุนายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคมพิจารณาปรับปรุงแนวทางการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนนำรถเข้าสู่ระบบการจดทะเบียนอย่างถูกต้อง และเพื่อให้รถมีความปลอดภัยเหมาะสมต่อการใช้งาน รองรับกลุ่ม “รถเศรษฐกิจชุมชน” เช่น รถพุ่มพวง รถจักรยานยนต์พ่วงข้าง และรถตามวิถีชุมชนอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันประชาชนจำนวนมากใช้เป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต อยู่เคียงคู่กับชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน สำหรับการจดทะเบียนรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง จะได้รับการจดทะเบียนเป็นรถประเภท "รย.12" ซึ่งเป็นลักษณะรถจักรยานยนต์พ่วงข้างตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอ พร้อมนำรถเข้าตรวจสภาพ และชำระภาษี ซึ่งมีอัตราภาษีรถจักรยานยนต์พ่วงข้าง 150 บาท นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า รถจักรยานยนต์พ่วงข้างที่จะนำมาจดทะเบียนต้องมีองค์ประกอบและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งกำหนดรายละเอียดสำคัญของรถพ่วงข้าง ดังนี้ ความยาวไม่เกิน 1.75 เมตร ความสูงไม่เกิน 2 เมตร ความกว้างไม่เกิน 1.10 เมตร และความกว้างรวมกับรถจักรยานยนต์ ไม่เกิน 1.5 เมตร ทั้งนี้ เมื่อผ่านการตรวจสภาพแล้ว ต้องเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยการติดตั้งอุปกรณ์ อาทิ ไฟหน้าต้องมีไฟหน้าสีขาวหรือสีเหลือง เพื่อให้ผู้ใช้ถนนมองเห็นได้ชัดเจน มีแผ่นสะท้อนแสง และติดตั้งอุปกรณ์สะท้อนแสงสีแดงบริเวณด้านท้าย เพื่อเพิ่มการมองเห็นในเวลากลางคืน รวมถึงติดตั้งไฟท้ายและไฟเบรกสีแดงให้ส่องสว่างไปด้านหลัง ช่วยแจ้งเตือนรถคันอื่นเมื่อชะลอหรือหยุดรถ รวมทั้งติดป้ายสะท้อนแสงคำว่า "รถพ่วงข้าง" ที่ด้านท้าย โดยใช้พื้นสีขาวหรือสีเหลือง และตัวอักษรสีดำ เพื่อให้มองเห็นได้ชัดในช่วงกลางคืน “รัฐบาลเชิญชวนให้เจ้าของรถจักรยานยนต์พ่วงข้างนำรถเข้าจดทะเบียน เพื่อสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและยังได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย โดยเจ้าของรถสามารถยื่นคำขอต่อนายทะเบียน พร้อมทั้งนำรถเข้ารับการตรวจสภาพเพื่อให้นายทะเบียนบันทึกการแก้ไขลักษณะรถให้ถูกต้องตามแนวทางดังกล่าวได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มีการกำกับ ควบคุม ให้สอดคล้องกับบริบทการใช้ชีวิตของประชาชน ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนสามารถใช้รถเศรษฐกิจชุมชนประกอบอาชีพเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืน ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม สร้างความสุขและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในชุมชน” นางสาวพลอยทะเล ระบุ

