
18 ก.ค. 2566 – จากเหตุการณ์สะพานพังถล่มระหว่างก่อสร้างเมื่อวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน ผ่านไปแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ เหตุการณ์ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการพังถล่มของโครงสร้างที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์วงการวิศวกรรมของประเทศไทย หลายหน่วยงานได้วิเคราะห์สาเหตุและถอดบทเรียนเพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำขึ้นอีกในอนาคต
การดำเนินการหลังการเกิดเหตุ เกี่ยวข้องกับกฎหมายและบุคคลหลายฝ่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องจะต้องไปดำเนินการตามกฎหมาย แต่ในส่วนของการดำเนินการทางวิศวกรรมหลังเหตุการณ์ถล่มนั้น ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ในทางวิศวกรรมต้องดำเนินการอย่างน้อย 3 ประการคือ
1.การวิเคราะห์สาเหตุการพังถล่มที่เกิดขึ้น เนื่องจากการพังถล่มของสะพานเป็นการวิบัติที่รุนแรงและต่อเนื่อง จนโครงสร้างถล่มลงมาทั้งหมด จึงจำเป็นต้องหาสาเหตุให้ได้ว่า จุดตั้งต้นของการวิบัติเริ่มที่จุดใดและในขั้นตอนใดของการก่อสร้าง จากนั้นต้องจำลองฉากทัศน์ของการวิบัติ (Failure scenario) ขึ้นมาเพื่อวิเคราะห์ลำดับเหตุการณ์ โดยในเบื้องต้นมีการสันนิษฐานถึงสาเหตุว่าเกิดการวิบัติที่บริเวณรอยต่อเทในที่ (wet joint) ในขั้นตอนการดึงลวดอัดแรง และยังมีประเด็นการเคลื่อนที่ของโครงเหล็ก launcher และการก่อสร้างว่าเป็นไปตามแบบหรือไม่ การระบุสาเหตุของการพังถล่มจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะหากยังไม่พบสาเหตุ ก็จะไม่สามารถให้ดำเนินการก่อสร้างต่อได้ และเมื่อทราบสาเหตุแล้ว จะต้องกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำขึ้นอีก
2.การรื้อถอนซากโครงสร้างที่พังถล่มลงมา เนื่องจากโครงสร้างที่พังถล่มลงมานั้นมีน้ำหนักมาก ประกอบด้วยชิ้นส่วนคอนกรีตที่มีน้ำหนักหลายสิบตันต่อชิ้น และมีลวดอัดแรงร้อยอยู่ด้านใน เนื่องจากน้ำหนักที่มากและตำแหน่งการวางตัวของซากโครงสร้าง อาจจะไม่เสถียร หากทำการรื้อถอนโดยไม่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม ก็อาจเกิดการพังถล่มซ้ำได้อีก
ในทางวิศวกรรมจึงต้องกำหนดขั้นตอนการรื้อถอนที่ถูกต้อง ซึ่งโดยมากแล้วการรื้อถอนถือว่าเป็นกระบวนการย้อนกลับ (Reverse process) กับการก่อสร้าง จึงต้องกำหนดลำดับขั้นตอนการรื้อถอน และดำเนินการอย่างเคร่งครัด โดยก่อนทำการรื้อถอน จะต้องเตรียมนั่งร้านหรือค้ำยันไว้รองรับ และอาจจะต้องปลดแรงดึงในลวดอัดแรงออกเสียก่อน จากนั้นจึงทำการยกชิ้นส่วนออกไปทีละชิ้นตามลำดับขั้นตอน โดยน้ำหนักที่จะยกต้องไม่เกินกำลังรับน้ำหนักของเครน

3. การตรวจสอบและประเมินโครงสร้างเดิมที่เหลือว่าสามารถใช้การได้หรือไม่ เนื่องจากยังมีส่วนของโครงสร้างที่สร้างเสร็จแล้วบางส่วนแต่ยังไม่ได้พังถล่มลงมา โครงสร้างสะพานส่วนที่เหลืออยู่นั้น แม้จะยังไม่ได้พังถล่มลงมา แต่ก็อาจได้รับผลกระทบจากการกระแทกของโครงสร้างส่วนที่ถล่มไป ซึ่งอาจทำให้เกิดการแตกร้าว การเสียรูปในบริเวณต่างๆของโครงสร้าง ตลอดจนการเคลื่อนที่ของฐานรอง (bearing) ดังนั้นการจะประเมินว่าโครงสร้างสะพานส่วนที่เหลืออยู่นี้ สามารถใช้งานได้ต่อหรือไม่ จึงต้องประเมินขอบเขตความเสียหายที่ได้รับโดยวิศวกรที่เชี่ยวชาญ รวมทั้งทำการทดสอบกำลังรับน้ำหนักของโครงสร้าง หรือในบางกรณีอาจต้องทำการเสริมกำลังให้โครงสร้างเพื่อให้รับน้ำหนักได้ตามที่ออกแบบไว้ หรือในกรณีที่โครงสร้างได้รับความเสียหายมากจนไม่สามารถซ่อมแซมหรือเสริมความแข็งแรงได้อีก ก็อาจต้องทุบทิ้งแล้วสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด
การดำเนินการทางวิศวกรรมทั้ง 3 ข้อนี้ ต้องใช้ผู้ชำนาญทางวิศวกรรม หรือองค์กรกลางทางวิชาชีพ เพื่อให้มั่นใจว่าได้มีการปฏิบัติตามมาตรฐานทางวิศวกรรมอย่างแท้จริงต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กทม. เหลือท่วม 1 จุด รับมือฝนรอบใหม่ 13-16 ต.ค. ตกหนักเย็นถึงค่ำ
รัฐบาลแจงอยุธยาน้ำเริ่มลด ส่วน กทม. ปรับเหลือ 8 เขตอุทกภัย ท่วมถนน 1 จุด ใต้สะพานคลองสามวา คาดเคลียร์พื้นที่จบสัปดาห์นี้ อุตุฯ เตือน 13-16 ต.ค. ฝนเพิ่มขึ้น กรุงเทพฯ ตกหนักเย็นถึงค่ำ
“รมว.สุชาติ” เดินหน้าฟื้นฟูเคหะร่มเกล้า–ลาดกระบังต่อเนื่องวันที่ 2 ระดม “ทส.หนึ่งเดียว” 105 นาย ลุยทำความสะอาด ฟื้นคืนชุมชนหลังน้ำลด
วันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เดินหน้าภารกิจฟื้นฟูและทำความสะอาดพื้นที่ชุมชนเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร อย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมเริ่มคลี่คลาย โดยระดมกำลังเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในสังกัด ทส. เข้าร่วมปฏิบัติการ เพื่อเร่งฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับคืนสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด
'ดร.เอ้' โอดลาดกระบังฝนตกซ้ำ น้ำเน่าเหม็นมาก ขอเครื่องสูบน้ำช่วยต่อชีวิตผู้ประสบภัย
ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ ซึ่งเป็นผู้ประสบภัยน้ำท่วม
'รมว.สุชาติ' ลงลาดกระบังอีกครั้ง เติมกำลังใจผู้ประสบภัย-เจ้าหน้าที่ ส่งไอศกรีม-ส้มสายน้ำผึ้งฝาง พร้อมอาหารสัตว์ 'ทส.หนึ่งเดียว' ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมรายงานสถานการณ์ ท่านนายกฯ อนุทิน
นายสุชาติ กล่าวว่า การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องทำให้สามารถรับทราบปัญหาจากหน้างานและปรับแผนการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกำชับทุกหน่วยงานภายใต้แนวทาง “ทส.หนึ่งเดียว” ทำงานเชิงรุกร่วมกับท้องถิ่นอย่างเต็มกำลัง ทั้งการดูแลอาหาร น้ำดื่ม การเดินทาง และการดูแลกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก
“รมว.สุชาติ” สั่ง “กรมทะเล” ระดมเรือฝ่าน้ำท่วม ลำเลียงอาหารช่วยชุมชนร่มเกล้า–ลาดกระบัง รถเข้าไม่ได้ ใช้เรือเข้าถึงประชาชน
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เร่งระดมกำลังและอุปกรณ์เข้าช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะจุดที่มีน้ำท่วมขังในระดับสูง รถยนต์ไม่สามารถเข้าถึงได้
“ทส.หนึ่งเดียว” เพิ่มกำลังช่วยลาดกระบัง ครัวสนาม 6 คัน ผลิตอาหาร 20,000 กล่อง–น้ำ 20,000 ขวด/วัน ดูแลผู้ป่วยต่อเนื่อง
วันนี้ (29 กันยายน 2569) เวลา 13.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ศูนย์ประสานงานกรุงเทพมหานคร เขตลาดกระบัง

