วาง 5 มาตรการเข้มนำผลิตภัณฑ์สุขภาพ

นายกฯ ให้ความสำคัญความปลอดภัยของผู้บริโภค เน้นย้ำมาตรฐานการตรวจสอบการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพ ดัน 5 มาตรการ สกัดการนำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีคุณภาพและผิดกฎหมาย

07 ส.ค.2567 - นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ส่งเสริมการยกระดับ การตรวจสอบการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพ ป้องกันการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายจากต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) รับลูกดำเนินมาตรการตรวจสอบรัดกุม รอบด้าน เน้นการควบคุมความปลอดภัย ผลักดันมาตรฐานและคุณภาพในการนำเข้าสินค้า และคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ปัจจุบันไทยนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ คน อาหาร ยา เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ และวัตถุอันตรายที่ใช้ในครัวเรือน ซึ่งจะต้องได้รับการอนุญาตหรือตรวจสอบก่อนเข้าสู่ประเทศไทย โดยจะมีด่านอาหารและยาทั่วประเทศ 52 แห่ง พร้อมกันนี้ อย. เปิดเผยข้อมูลการนำเข้าสินค้าผลิตภัณฑ์สุขภาพ ผ่านระบบ National Single Window (NWS) โดยในปี 2566 ได้มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพจำนวน 1,693,236 รายการ มูลค่า 4.40 แสนล้านบาท และในปี 2567 มียอดนำเข้าฯ สะสมถึง 1,307,194 รายการ มูลค่า 3.41 ล้านบาท ซึ่งสามารถแบ่งเป็นการนำเข้าในผลิตภัณฑ์สุขภาพแต่ละประเภท โดยจากข้อมูลผลิตภัณฑ์แต่ละประเภทที่นำเข้าตั้งแต่ ตุลาคม 2566 ถึง มิถุนายน 2567 ดังนี้ 1.เครื่องมือแพทย์ 527,863 รายการ มูลค่า 57,699 ล้านบาท 2.อาหาร 445,591 รายการ มูลค่า 170,165 ล้านบาท 3.เครื่องสำอาง 298,165 รายการ มูลค่า 27,922 ล้านบาท 4.ยา 32,533 รายการ มูลค่า 82,683 ล้านบาท 5.วัตถุอันตราย 2,653 รายการ มูลค่า 1,886 ล้านบาท และ 6.ยาเสพติด 389 รายการ มูลค่า 496 ล้านบาท

ทั้งนี้ ในการตรวจสอบสินค้าผลิตภัณฑ์สุขภาพจากต่างประเทศต้องผ่าน 5 ด่านเข้ม ดังนี้ มาตรการที่ 1 แยกกลุ่ม คือ การแบ่งกลุ่มผู้นำเข้า ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.ผู้นำเข้าคุณภาพสูง (GIP Plus) ที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจาก อย. 2.ผู้นำเข้าปกติ คือผู้นำเข้าที่ไม่ได้รับ GIP Plus เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบปกติ มีการสุ่มเก็บตัวอย่าง ตรวจสอบเอกสารปกติ และ 3.ผู้นำเข้ากลุ่มเสี่ยง คือ ผู้นำเข้าที่มีประวัติถูกดำเนินคดี เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบอย่างเข้มงวด ต้องพิสูจน์ความปลอดภัยของสินค้า โดยอาจจะมีการกักกันสินค้า เก็บตัวอย่างตรวจและอายัดสินค้า

มาตรการที่ 2 กำหนดปริมาณผลิตภัณฑ์สุขภาพถือติดตัว โดยเจ้าหน้าที่ด่านอาหารและยา ประจำท่าอากาศยานนานาชาติ จะสุ่มตรวจสัมภาระ สำหรับผู้ที่เดินทางกลับเข้าราชอาณาจักรไทย ตามข้อกำหนดการซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพ หรือถือติดตัวเข้ามาได้ไม่เกินปริมาณที่กำหนดของผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท และต้องไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมาย

มาตรการที่ 3 การตรวจพัสดุไปรษณีย์ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ส่งมาจากต่างประเทศ หากมีการระบุเป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพ เจ้าหน้าที่ด่านอาหารและยาจะทำการตรวจสอบ โดยเปิดพัสดุดูว่าตรงตามที่มีการแจ้งไว้หรือไม่ โดยหากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ตรง จะมีการดำเนินตามกฎหมายกับผู้ที่สั่งเข้ามา

มาตรการที่ 4 ผลิตภัณฑ์สุขภาพใช้ถ่ายภาพยนตร์ได้ตามจำเป็น ซึ่งจากนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการอำนวยความสะดวก สำหรับการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ตามนโยบาย Soft Power ทำให้ในปี 2567 จัดให้มีการนำเข้าผลิตภัณฑ์สุขภาพในกรณีพิเศษ สำหรับถ่ายทำภาพยนตร์เป็นการเฉพาะ โดยจะพิจารณาอนุญาตภายใน 24 ชั่วโมง แต่ให้นำเข้าได้ในปริมาณที่จำเป็นและต้องส่งกลับหรือทำลายภายใน 30 วันหลังถ่ายทำเสร็จ

มาตรการที่ 5 สุ่มตรวจผลิตภัณฑ์สุขภาพหลังนำเข้า โดยเจ้าหน้าที่ อย. จะสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์สุขภาพที่นำเข้ามาเพื่อจำหน่ายหลังวางตลาด ทั้งหน้าร้านและผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อีกขั้นหนึ่ง ซึ่งหากพบการกระทำผิดก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น หากพบอาหารไม่มีเลข อย. ไม่มีฉลากภาษาไทย หรืออาหารที่แสดงฉลากไม่ถูกต้อง เข้าข่ายฝ่าฝืน มาตรา 6 (10) มีโทษตามมาตรา 51 พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท เป็นต้น

หากผู้บริโภคพบการกระทำผิดแจ้งร้องเรียนได้ที่ สายด่วน อย. 1556 หรือผ่าน Line: @FDAThai, Facebook: FDAThai หรือ E-mail: [email protected] ตู้ ปณ. 1556 ปณฝ. กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 11004 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

“นายกฯ ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างมาตรฐานความปลอดภัย ให้กับผลิตภัณฑ์สุขภาพของผู้บริโภค โดยสั่งการเคร่งครัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาความร่วมมือดำเนินมาตรการตรวจสอบ กำหนดข้อปฏิบัติสำหรับการนำเข้าในสินค้า เพื่อปกป้องคุณภาพ ชีวิตประชาชน จากการบริโภคสินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ ยกระดับการดำเนินคุณภาพชีวิตคนไทย” นายชัย กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

รัฐบาลน้อมรับนิด้าโพล 'แลนด์บริดจ์' ต้องสื่อสารวงกว้าง

4 พ.ค. 2569 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อ “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่พบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน (เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก / เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง /เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย) ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับโครงการ โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% และค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% ขณะที่มีประมาณร้อยละ 32.78 ไม่เห็นด้วย สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการ และบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส ส่วนกรณีพบว่าเกินครึ่งหรือร้อยละ 54.53 เคยได้ยินแต่เข้าใจเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น นางสาวรัชดา กล่าวว่า นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น “นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ สำหรับนักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ “นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ” นางสาวรัชดา กล่าว.

4 พ.ค.รัฐบาลจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

รัฐบาลเตรียมจัดงานสโมสรสันนิบาตเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2569 ณ ทำเนียบรัฐบาล พร้อมเชิญชวนพสกนิกรร่วมถวายพระพรชัยมงคล

รัฐบาลปลื้ม! ช่วยค่าครองชีพเสียงตอบรับดี จ่ออุ้มค่าไฟ ลุยไทยช่วยไทยพลัส

รัฐบาลติดตามความเห็นประชาชน หลัง 'นิด้าโพล' ชี้ 12 มาตรการช่วยค่าครองชีพ เสียงตอบรับดี เตรียมเสริม 'ค่าไฟ–ไทยช่วยไทย พลัส' เริ่ม มิ.ย.นี้