นักวิชาการชี้ ‘ว้าแดง’ คือภัยคุกคาม แนะรัฐจัดการเชิงรุก-เพิ่มกองกำลังกดดัน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ “ว้าแดง” คือภัยคุกคามของไทย เหตุรุกล้ำข้ามแดน-ปัญหาสารพิษในแม่น้ำ-ยาเสพติด ฯลฯ ต้องมียุทธศาสตร์กดดันให้หยุดพฤติกรรม แจงภารกิจ 3 หน่วยงาน การต่างประเทศ-กลาโหม-สภาความมั่นคง ยกระดับจัดการเชิงรุก แนะ ใช้เวที RBC พูดคุยปัญหายาเสพติด-ว้าแดง ให้เข้มข้นมากขึ้น

29 พฤษภาคม 2568 - จากกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาประธานอาเซียน ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ "ยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ มุมมองและความท้าทายต่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน" ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ตอนหนึ่งว่าแหล่งผลิตยาเสพที่ติดที่สำคัญอยู่ในพื้นที่ของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธว้าแดง เขตรัฐฉาน อีกภายใน 1 – 2 เดือน รมว.การต่างประเทศ จะต้องเข้าไปพบปะกับผู้นำเมียนมาให้จัดการ หากทำไม่ได้ ประเทศไทยคงต้องขออนุญาตจัดการด้วยตนเอง และหากยังผลิตจะถือว่าเป็นศัตรู

รศ. ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า หากตัดบริบททางด้านการเมืองของอดีตนายกฯ ทักษิณออกไป และมุ่งเป้ามาที่วิธีคิดในการจัดการปัญหากับกลุ่มกองกำลังติดอาวุธว้าแดง ส่วนตัวรู้สึกเห็นด้วยว่าว้าแดงคือภัยคุกคามของประเทศไทย ทั้งปัญหายาเสพติด ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ซึ่งส่งผลกระทบต่อบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ และอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (GMS) ก็ล้วนแต่มีต้นทางมาจากพื้นที่ควบคุมของว้าแดง รวมถึงที่ผ่านมาพบว่ามีการละเมิดและล้ำแดนเข้ามายังพื้นที่ชายแดนไทยภาคเหนือหลายจุด ดังนั้นการที่อดีตนายกฯ ทักษิณ กล่าวว่าจะต้องมีการเข้าไปเจรจากับรัฐบาลทหารเมียนมา และหากจัดการไม่ได้จะเข้าไปจัดการเอง ส่วนตัวคิดว่าก็น่าจะเป็นแบบนั้น

“ในแง่ของหลักการ ถ้า ณ วันนี้ เราคิดเหมือนกันว่าไม่ควรจะตั้งรับต่อปัญหาต่างๆ ที่เพื่อนบ้านส่งออกมาอย่างเดียว ประเทศไทยจะต้องดำเนินการยุทธศาสตร์เชิกรุก เพิ่มขีดความสามารถของเราในการกดดัน เพื่อทำให้ว้าแดงหยุดพฤติกรรมที่เป็นภัยคุกคามกับประเทศไทยและภูมิภาคมากขึ้น ส่วนตัวคิดว่ามันก็คงต้องเดินตามครรลองแบบนั้น แต่ในเรื่องของวิธีการ หรือสไตล์ต่างๆ ก็ว่ากันไป” รศ. ดร.ดุลยภาค กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า หลังจากการพูดคุย กรณีที่รัฐบาลเมียนมาต้องการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง ไม่ประสงค์จะให้ทางการไทยเข้าไปล่วงล้ำกิจการภายใน ก็ควรมีการกำหนดกรอบระยะเวลาอย่างชัดเจน ว่าจะจัดการปัญหานี้แล้วเสร็จเมื่อใด มิใช่การรับปากลอยๆ แล้วจบไป ส่วนในกรณีที่ไทยจะเข้าไปจัดการเองนั้น ต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการได้บนเงื่อนไขใด

ทั้งนี้ ปัจจุบันศักยภาพทางการทหารของกลุ่มว้าแดงมีกองกำลังกึ่งๆ ทหารประจำการ และมีปืนใหญ่ซึ่งอาจจะมีวิถีการยิงในระยะไม่ไกลมากนัก แต่ก็ถือเป็นเขี้ยวเล็บอันสำคัญ หากจะสู้รบกันจริงๆ คงต้องมีการเพิ่มกองกำลังทางทหารของไทยอย่างจริงจังและมากพอสมควร แต่ส่วนตัวคิดว่าสถานการณ์คงยังไม่สุกงอมและไม่หนักพอที่จะไปถึงจุดนั้น คิดว่าน่าจะออกมาในลักษณะของการเพิ่มกองกำลังตรวจตระเวนในพื้นที่ชายแดนของไทยเอง หรือการบริหารจัดการภายในประเทศเพื่อใช้มาตรการกดดันในรูปแบบต่างๆ มากกว่า

นอกจากนี้ 3 หน่วยงานยุทธศาสตร์หลักที่จะต้องดูแลและรับผิดชอบการดำเนินงานระหว่างไทยและเมียนมา คือ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และกระทรวงกลาโหม (กห.) จะต้องทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้น

กรณีของ กต. องค์กรในสังกัดที่เกี่ยวข้องโดยตรง คือ กรมเอเชียตะวันออก กรมอาเซียน หรือสถานทูตไทยในเมืองย่างกุ้ง จะต้องจัดทำฐานข้อมูลและมีการนัดพูดคุยประเด็นเรื่องปัญหายาเสพติดกับตัวแทนของรัฐบาลทหารเมียนมาที่กรุงกรุงเนปิดอว์เป็นหลัก

ขณะที่ สมช. จะต้องดำเนินการวางแผนการป้องกันประเทศโดยให้ความสำคัญไปยังพื้นที่ยุทธศาสตร์ชายแดนไทยภาคเหนือ ซึ่งจะต้องเชื่อมโยงยุทธศาสตร์เข้ากับกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์แต่ละกลุ่ม ที่จะเป็นพันธมิตรกับไทยอย่างเช่นกลุ่มไทใหญ่ให้เป็นรัฐกันชนให้ เป็นต้น

นอกจากนั้น คือ กห. มีหน้าที่ในการกำกับดูแลงานด้านความมั่นคง ซึ่ง พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ก็คงต้องพยายามกำกับกองทัพหลากหลายเหล่าทัพให้ดำเนินการป้องกันชายแดนในลักษณะที่ประณีตและละเอียดขึ้น ทางกองทัพบกก็ต้องมีคำสั่งไปยังกองทัพภาคที่ 3 (ทภ.3) กับกองกำลังผาเมือง เพื่อวางกองร้อยให้มีความเหนียวแน่นและมีความถี่มากขึ้น เพราะปัญหาที่ว้าแดงรุกล้ำเข้ามายังดินแดนของไทยในช่วงที่ผ่านมา ก็เกิดจากการวางกำลังไม่เพียงพอ

รศ. ดร.ดุลยภาค กล่าวอีกว่า ช่องทางการพูดคุยที่หน่วยงานความมั่นคงมักใช้ผ่านเวทีคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC)ไทย – เมียนมา ก็จะต้องจัดให้ถี่ขึ้น โดยพูดคุยวาระหลักเรื่องปัญหายาเสพติดจากว้าแดงให้ลึกและเข้มข้นขึ้นไปอีก และในบางจุดที่ว้าแดงลักลอบขนส่งยาเสพติด ไทยจะต้องปิดจุดพื้นที่ตรงนั้นให้มากขึ้นเช่นกัน

“ควบคู่ไปกับการเจรจากับกองบัญชาการ 171 ของว้าแดงใต้ กับกองบัญชาการหลักซึ่งอยู่ที่ปางซาง เพื่อให้เขาลดการผลิตยาเสพติด หรือลดการตั้งฐานทหารที่รุกล้ำเข้ามาแดนไทย แต่หากการเจรจาล่าช้า หรือไม่เป็นผล เราก็ต้องมีมาตรการกดดัน เช่นการเพิ่มจุดการวางปืนใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าจะทำการรบ แต่เป็นการตั้งรับและข่มขวัญทางยุทธศาสตร์คู่ตรงข้าม หรือจะปิดช่องทางเข้า-ออก ไม่ว่าให้ว้าแดงเข้ามาใช้ประโยชน์ต่างๆ เช่นเดินทางเข้ามาค้าขายหรือมาใช้บริการโรงพยาบาลในพื้นที่ของไทย เพื่อสร้างแรงกดดันกลับไป เป็นต้น อย่างที่กล่าวไปว่าถึงเวลาที่เราควรจะเดินหน้าแบบเชิงรุก มากกว่าการตั้งรับได้แล้ว ไม่งั้นเราจะแก้ปัญหาไม่ตรงจุดเสียที” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เสนอ ก.ล.ต. คุมโชว์พอร์ต-เว็บบอร์ด ชี้บิดเบือนตลาด ดันราคาหุ้นพุ่ง

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เชื่อการกำกับ Finfluencer ยังอยู่ในหลักการเดิม แต่จะช่วยลดความเสี่ยงนักลงทุนถูกชี้นำด้วยข้อมูลที่ผิดได้ พร้อมเสนอ ก.ล.ต. หาแนวทางควบคุ

นักวิชาการ มธ. ชำแหละปรากฏการณ์ ‘เงินเฟ้อทางการเมือง’

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เชื่ออัตราซื้อเสียง 7,500 บาทเป็นไปได้ โดยเฉพาะพื้นที่ผู้สมัครย้ายพรรค ต้องสร้างแรงจูงใจด้วยเงินแลกกับภาพลักษณ์-ข้อสงสัยโหวตเตอร์ คาดยิ่งใกล้เลือกตั้งราคาจะสูงขึ้นอีก เกิดเป็นสถาน

วางกำลังตำรวจ 126,000 นาย ดูแลความปลอดภัย 10 จังหวัดชายแดน รับมือเลือกตั้ง

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เปิดศูนย์อำนวยการรักษาความปลอดภัย และความสงบเรียบร้อยการจัดการเลือกตั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 13 ม.ค.-12 ก.พ.69 โดยศูนย์ดังกล่าวจะบูรณาการร่วมกับ กกต. ฝ่ายปกครอง และทหาร

แม่ทัพภาค 4 เชื่อมือเผาปั๊มน้ำมัน 11 จุด เป็นขบวนการเดียวกับ 'ปล้นทอง'

พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 กล่าวถึงความคืบหน้าเหตุคนร้ายก่อเผาปั๊มน้ำมันจำนวน 11 แห่งพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจและฝ่ายปกครอง ได้บูรณาการ แกะรอยคนร้ายหลังพบคราบเลือดในพื้นที่ในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง ในอำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส

นายกฯ ลั่นต้องสังคายนาการข่าวชายแดนใต้ ชี้ปมเผาปั๊มน้ำมัน 11 จุด มีหลายเหตุเกี่ยวพันกัน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้เรียก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และรองเสนาธิการทหารสูงสุด หารือเกี่ยวกับเหตุการณ์วางเพลิงปั้มน้ำมันจังหวัดชายแดนใต้เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมา