สสส. สานพลัง CIB ปลุกพลังชุมชน กระตุ้นปุ่ม 'เอ๊ะ' เสริมเกราะป้องกันภัยออนไลน์ทุกช่วงวัย

สสส. สานพลัง กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เร่งสร้างภูมิคุ้มกันภัยออนไลน์ให้กับผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชน หลังพบการหลอกลวงทางออนไลน์สร้างความเสียหายนับพันล้านบาท พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนเครือข่ายป้องกันในชุมชน สร้างความเท่าทันเทคโนโลยีไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

วันอังคารที่ 10 มิถุนายน 2568 ณ หอประชุมสุภรณ์ วีรวรรณ โรงเรียนชลกันยานุกูล จังหวัดชลบุรี สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เปิดตัวโครงการ “ขับเคลื่อนภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ผู้ปฏิบัติงาน และเครือข่ายวิชาการ เพื่อคุ้มครองปกป้องผู้สูงอายุ เด็กและเยาวชนจากภัยออนไลน์ : ยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคให้รู้เท่าทันภัยออนไลน์” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนและผู้สูงอายุ สามารถป้องกันตัวเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของภัยออนไลน์ พร้อมขับเคลื่อนภาคีเครือข่ายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชนในการป้องกันตนเองจากอาชญากรรมไซเบอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น

นางสาวณิญาดา อิ่มเพชร ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ (สำนัก 2) สสส. กล่าวว่า การหลอกลวงทางออนไลน์เป็นปัญหาที่สร้างผลกระทบให้กับผู้บริโภค ข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภค ในปี 2567 พบว่า เกือบ 1 ใน 5 ของเรื่องร้องเรียนทั้งสิ้น 18,320 เรื่อง เป็นสินค้าออนไลน์ อาทิ ซื้อสินค้าแต่ไม่ได้รับสินค้า สินค้าไม่ตรงปก โดยมีมูลค่าความเสียหายรวม 39.1 ล้านบาท โดยกลุ่มเด็ก เยาวชนและผู้สูงอายุตกเป็นเหยื่อทางออนไลน์เป็นจำนวนมาก ในขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติระหว่างปี 2565 – 2567 พบผู้เสียหายตกเป็นเหยื่อจากคดีหลอกให้รักแล้วโอนเงินจำนวน 4,781 คดี มูลค่าความเสียหายมากกว่า 1.6 พันล้านบาท
“ภัยออนไลน์เป็นเรื่องเฉพาะทางที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ ในการถ่ายทอดข้อมูลที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของภัยออนไลน์ที่กำลังระบาด ความเสี่ยงที่แต่ละกลุ่มวัยเผชิญ และวิธีการป้องกันตัวอย่างเหมาะสม การทำงานร่วมกันระหว่าง สสส. กับ CIB ถือเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน เพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงทางออนไลน์ ประสบการณ์การทำงานของ CIB ที่นำบทเรียนจากเคสหรือสถานการณ์จริงมาสร้างกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวันนี้ให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ ทำให้คนในชุมชนเข้าใจและตระหนักว่าภัยเหล่านี้อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด ทั้งยังช่วยให้พวกเขาพร้อมรับมือ และสามารถส่งต่อความรู้นี้ไปยังคนในครอบครัวได้ ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานหรือคนใกล้ชิด เพราะภัยออนไลน์ไม่ได้เกิดกับเราเพียงคนเดียว แต่ส่งผลถึงสังคมโดยรวม สิ่งที่ต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอคือ หากได้รับโทรศัพท์หรือข้อความจากคนแปลกหน้า ให้รีบตัดบทและไม่โต้ตอบ อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวใดๆ อาทิ รหัสหลังบัตรประชาชน เลขบัญชีธนาคาร รหัส OTP ฯลฯ เพื่อปิดโอกาสไม่ให้มิจฉาชีพเข้าถึงตัวเราได้ง่าย การมีสติ และปุ่ม “เอ๊ะ” ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนรู้เท่าทันและป้องกันตนเองจากภัยยุคดิจิทัลได้” นางสาวณิญาดา กล่าว

พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ รองผู้บังคับการ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) กล่าวว่า จากข้อมูลของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 26 มีนาคม 2568 มีคดีออนไลน์เกิดขึ้นถึง 75,728 เรื่อง หรือเฉลี่ยวันละ 874 คดี สร้างความเสียหายรวมมากกว่า 6,000 ล้านบาท สะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างภูมิคุ้มกันทางดิจิทัลให้กับสังคมไทย
“การรู้เท่าทันมิจฉาชีพและการมีข้อมูลสายด่วน 1441 เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเมื่อถูกหลอกแล้ว ประชาชนจะสามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที การจัดกิจกรรมในวันนี้ได้มีการมอบโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ เพื่อให้แกนนำหรืออาสาสมัครในชุมชนร่วมกันเฝ้าระวังภัยออนไลน์และส่งต่อความรู้แก่คนรอบข้าง เพื่อป้องกันภัยแฝงที่มากับการใช้งานโซเชียลมีเดียในชีวิตประจำวัน สถานการณ์ปัจจุบันที่น่ากังวล นอกจากการที่ผู้สูงอายุถูกหลอกลวงแล้ว คือการที่เด็กและเยาวชนถูกล่อลวงให้ถ่ายภาพเปลือยหรือส่งข้อมูลส่วนตัวผ่านโซเชียลมีเดีย ที่ร่องรอยดิจิทัล (digital footprint) เหล่านี้อาจก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงและตามหลอกหลอนเด็กไปตลอดชีวิต การร่วมกันเฝ้าระวังและหนุนเสริมให้คนในสังคมทุกช่วงวัยมีความรอบรู้เท่าทันด้านเทคโนโลยี จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะป้องกันตัวเองจากภัยทางออนไลน์ได้” พ.ต.อ.เนติ กล่าว

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปลี่ยนเส้นทาง"ภาษีบาป" ทำสีน้ำเงินเปิดศึกรอบทิศ

แนวร่วมจากภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาคส่วนประชาสังคมเริ่มออกมาแสดงท่าทีและเคลื่อนไหวผ่านบริบทต่างๆ เพื่อ ต่อต้าน-คัดค้าน การที่พรรคภูมิใจไทย นำโดย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เสนอร่างกฎหมาย 4 ฉบับที่มีสาระสำคัญคือ เปลี่ยนเส้นทาง เงินภาษีบาป

โฆษกรัฐบาลยันไม่ได้ยุบ 4 หน่วยงาน แค่ปรับกลไกเงินบำรุงเข้าสู่ระบบงบประมาณ

โฆษกรัฐบาล โต้ปมเงินเหล้า–บุหรี่ ย้ำไม่ได้ยุบ 4 หน่วยงาน–ตัดภารกิจ แต่ปรับกลไกเงินบำรุงเข้าสู่ระบบงบประมาณ ชี้ร่างกฎหมายยังไม่บังคับใช้ มุ่งโปร่งใส–วินัยการคลัง

ไม่เข้าใจหรือตั้งใจบิดเบือน! 'เอกภพ' ซัดกลุ่มค้านแก้กฎหมายดึงภาษีบาปเข้าคลัง

นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กล่าวถึงกรณี ผศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ กรรมการแพทยสภา เชิญชวนประชาชนร่วมลงชื่อคัดค้านร่างแก้ไข พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้อง 4 กองทุนรัฐ "ThaiPBS-สสส.-กองทุนผู้สูงอายุ-กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ" โดยยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตจากสุราและยาสูบเข้ากองทุนโดยตรง