นักวิชาการจี้รัฐบาลเร่งใช้ 4 กลไกสากล สร้างความชอบธรรมไทยในเวทีโลก

ผศ.ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ แนะรัฐบาลไทยเร่งเดินหน้าใช้ UN, UNHRC, ที่ประชุมอนุสัญญาออตตาวา และ ICBL เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ สื่อสารความเป็น “ผู้ถูกรุกราน” หากข้อพิพาทชายแดนขยายตัวในอนาคต ชี้ถึงเวลาไทยต้องวางหมากนำเกม ไม่ใช่รอแก้ต่างฝ่ายเดียว

21 กรกฎาคม 2568 - จากกรณีที่ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ยืนยันผลการตรวจสอบทุ่นระเบิดที่ทำให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บจำนวน 3 นาย ว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ และยังตรวจพบเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นการละเมิดต่ออนุสัญญาออตตาวา ว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล โดยหน่วยจะรายงานข้อเท็จจริงถึงกองทัพบกและรัฐบาล เพื่อประท้วงผ่าน องค์การสหประชาชาติ (UN) ต่อไป

 ผศ. ดร.ธนภัทร ชาตินักรบ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า แม้กองทัพบกจะออกมายืนยันว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวจะเป็นของใหม่ ซึ่งอาจทำให้เกิดความรู้สึกวิตกกังวลและความไม่พอใจในสังคมไทย แต่สถานการณ์ในขณะนี้ยังถือว่าอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมข้อเท็จจริงและตรวจสอบทางเทคนิค จึงควรดำเนินการด้วยความรอบคอบตามกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันว่า หากมีการดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดในอนาคตหลังจากนี้ ไทยจะยังได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศ

“สิ่งที่รัฐบาลควรต้องเร่งดำเนินการตอนนี้ คือการใช้กลไกต่างประเทศในทุกช่องทางที่มีเพื่อสร้างภาพความชอบธรรมของการที่ไทยเป็นผู้ถูกรุกราน หลังจากที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาพยายามสื่อสารต่อเวทีโลกว่ากัมพูชาถูกไทยรุกรานมาโดยตลอด ซึ่งไม่เป็นความจริง พูดตามตรงว่าขณะนี้ยังไม่ปรากฏท่าทีชัดเจนจากรัฐบาลในสื่อสารกับประชาชนหรือประชาคมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะบทบาทของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนนโยบายต่างประเทศและการประสานงานกับองค์การระหวางประเทศ” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

ผศ. ดร.ธนภัทร กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลควรเริ่มต้นเร่งดำเนินการทันที คือดำเนินการตามขั้นตอนอนุสัญญาออตตาวาโดยรวบรวมพยายานหลักฐานต่างๆ ให้ชัดและส่งไปยังที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา พิจารณาจัดตั้งคณะผู้เชี่ยวชาญสืบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งถึงเวลาที่รัฐบาลควรส่งได้แล้ว และสิ่งที่ควรดำเนินการขนาบข้างกันไปคือการเรียกร้องผ่าน UN โดยคณะผู้แทนถาวรไทยประจําสหประชาชาติ ทั้งที่นครนิวยอร์กและนครเจนีวา ซึ่งมีหน้าที่ต้องดำเนินการสามารถเดินหน้าได้แล้วเช่นกัน

 นอกจากนี้ ในฐานะที่ประเทศไทยเพิ่งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) วาระปี 2568 – 2570 ก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการขับเคลื่อนได้เช่นกัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับทหารไทย 3 นาย ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างชัดเจน

 ผศ. ดร.ธนภัทร กล่าวอีกว่า นอกจากการแจ้งผ่านหน่วยงานที่เป็นทางการแล้ว ไทยยังสามารถแจ้งไปยังองค์กรเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับนานาชาติที่ชื่อว่า องค์กรรณรงค์ระหว่างประเทศเพื่อการห้ามทุ่นระเบิด (International Campaign to Ban Landmine หรือ ICBL) ซึ่งเป็นองค์กรที่ก่อตั้งเมื่อปี 1992 เพื่อยุติการผลิต การสะสม การใช้ และการส่งออกทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้เกิดสนธิสัญญาออตตาวา ซึ่งเป็นองค์กรที่เคยได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ที่คอยตรวจสอบและรายงานการละเมิดการใช้ทุ่นระเบิดจากประเทศต่างๆ ซึ่งไทยสามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนไปยัง ICBL ได้เช่นกัน

“การใช้ทั้ง 4 กลไกระหว่างประเทศในช่วงเวลานี้ ไม่เพียงเป็นการตอบสนองเชิงรับต่อเหตุการณ์ทุ่นระเบิด แต่ยังเป็นการวางหมากทางยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างสถานะของไทยในฐานะรัฐที่ยึดมั่นในหลักสันติวิธีและกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลอย่างมากต่อภาพลักษณ์ในเวทีโลก หากข้อพิพาทชายแดนขยายตัวในอนาคต ไม่ว่าจะในรูปแบบการทูตหรือข้อพิพาททางกฎหมายระหว่างประเทศ การที่ไทยได้แสดงออกถึงความร่วมมือกับกลไกระหว่างประเทศ เช่น การแจ้งต่ออนุสัญญาออตตาวา การสื่อสารผ่าน UN และ UNHRC หรือการอาศัยเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับโลก จะช่วยทำให้ไทยมีความชอบธรรมสูงกว่าในสายตาประชาคมโลก พร้อมลดน้ำหนักข้อกล่าวหาของกัมพูชา และช่วยให้ไทยเป็นฝ่ายกำหนดกรอบการพูดคุยในอนาคต แทนที่จะต้องคอยตอบโต้หรือแก้ตัวอยู่เพียงฝ่ายเดียว” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

ผศ. ดร.ธนภัทร กล่าวด้วยว่า การสื่อสารอย่างชัดเจนจากฝ่ายนโยบายเป็นสิ่งจำเป็นต่อการรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนและพันธมิตรระหว่างประเทศ ส่วนตัวเห็นว่าการแถลงของกองทัพเป็นไปในแนวทางที่พยายามอธิบายข้อเท็จจริงบนพื้นฐานของหลักการและข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ได้อย่างเหมาะสม พร้อมยืนยันถึงการยึดหลักสันติวิธี และปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยและเกียรติภูมิของชาติด้วยความรอบคอบเพื่อให้เป็นที่ยอมรับในสายตาสังคมโลก

สำหรับถ้อยแถลงของกองทัพได้ชี้ว่า พบทุ่นระเบิดใหม่ในฝั่งไทย และอยู่ระหว่างการจัดทำรายงานเพื่อเสนอต่อรัฐบาล ซึ่งเป็นแนวทางตามกระบวนการปกติในการนำเสนอข้อมูลต่อองค์การระหว่างประเทศ เช่น UN เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงและขอให้มีการติดตามประเด็นนี้ในระดับระหว่างประเทศต่อไป.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิด 4 จุดแข็งที่ ASML มั่นใจไทย แนะรัฐบาลใหม่ทำ Grand strategy ดัน ‘เซมิคอนดักเตอร์’ โตระยะยาว  

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ไทยมี 4 จุดแข็งดึง “ASML” ยักษ์ใหญ่ด้านชิปที่สุดของโลกมาลงทุน แนะรัฐบาลใหม่เร่งทำ “Grand strategy” เชื่อมต่อทุกอุตสาหกรรม “ผลิต-ส่งออก-ขายในประเทศ” ชูสร้างฐานการผลิตในไท

นักวิชาการมธ. ระบุไม่มีกลไกเอาผิดกกต.แบบเห็นผล เพราะรธน.60 ไม่ดี ป.ป.ช.มาจากสว.เหมือนกัน

ศ. ดร.สามชาย ศรีสันต์ ประธานบริหารหลักสูตรบัณฑิตศึกษา วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผ

'นักวิชาการ' ชี้ 'ภท.' ปราศรัยสวนลุม สำเร็จเกินคาด ส่งตรงอนุรักษ์นิยม

'เชษฐา' ชี้ 'ภูมิใจไทย' ปราศรัยสวนลุมฯ สำเร็จเกินคาด 'อนุทิน' ตอกย้ำภาพจำอนุรักษ์นิยมร่วมสมัย มีความเด็ดขาด พร้อมเป็นผู้นำในยามวิกฤต

เสนอ ก.ล.ต. คุมโชว์พอร์ต-เว็บบอร์ด ชี้บิดเบือนตลาด ดันราคาหุ้นพุ่ง

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เชื่อการกำกับ Finfluencer ยังอยู่ในหลักการเดิม แต่จะช่วยลดความเสี่ยงนักลงทุนถูกชี้นำด้วยข้อมูลที่ผิดได้ พร้อมเสนอ ก.ล.ต. หาแนวทางควบคุ

นักวิชาการ มธ. ชำแหละปรากฏการณ์ ‘เงินเฟ้อทางการเมือง’

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เชื่ออัตราซื้อเสียง 7,500 บาทเป็นไปได้ โดยเฉพาะพื้นที่ผู้สมัครย้ายพรรค ต้องสร้างแรงจูงใจด้วยเงินแลกกับภาพลักษณ์-ข้อสงสัยโหวตเตอร์ คาดยิ่งใกล้เลือกตั้งราคาจะสูงขึ้นอีก เกิดเป็นสถาน