ICDS มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จับมือ สนค. เปิดผลวิจัยพร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายปรับโครงสร้างการส่งออก ดันเศรษฐกิจ-กระตุ้นการลงทุน เจาะลึกสินค้า “ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ”ใน 2 คลัสเตอร์อุตสาหกรรม “อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่-ยานยนต์แห่งอนาคต” เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในสงครามการค้า คาดหากทำตามข้อเสนอ เพิ่มลงทุนรวม 1.4 แสนล้าน
16 สิงหาคม 2568 - ศูนย์วิจัยความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนา (ICDS) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ จัดงานสัมมนาเปิดเผยผลการศึกษา “โครงการศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างภาคการส่งออกเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในตลาดโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืน” ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ เมื่อวันที่ 15 ส.ค. 2568 โดยมีผู้สนใจเข้าร่วม 200 คน ทั้งทางออนไลน์และออนไซด์
น.ส.ณิชชาภัทร กาญจนอุดมการณ์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์การพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกถือเป็นถือเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมาอย่างยาวนาน การยกระดับการส่งออกจึงเป็นพันธกิจที่สำคัญของ สนค. โดยเฉพาะในสถานการณ์ความท้าทายจึงจำเป็นต้องเร่งปรับโครงสร้างใหม่เพื่อการแข่งขัน ยืนยันว่า สนค. จะขับเคลื่อนพันธกิจนี้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อภาคการส่งออกของไทย
รศ. ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าคณะวิจัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งสงครามการค้า การเรียกเก็บภาษีนำเข้าของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตลอดจนความขัดแย้งในภูมิภาค ส่งผลให้ในช่วงปี 2562-2567 การส่งออกของไทยขยายตัวช้าลง ส่วนแบ่งในตลาดโลกไม่เพิ่มขึ้น ทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 1.4
“การส่งออกที่ดีจะนำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่น และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนใหม่ได้ จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออก สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าที่มีศักยภาพ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการส่งออก ตลอดจนการกระจายตลาดไม่ให้กระจุกตัวอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืน” รศ. ดร.อาชนัน กล่าว
สำหรับโครงการศึกษาฯ ได้พิจารณาโครงสร้างการส่งออกของไทยทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม และได้เจาะลึกใน 2 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมที่สำคัญ ซึ่งมีมูลค่าเป็นครึ่งหนึ่งของสัดส่วนการส่งออกไทย ประกอบด้วย 1. คลัสเตอร์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ (Next Generation Electronic Cluster : NGEC) 2. คลัสเตอร์ยานยนต์แห่งอนาคต (Next Generation of Mobility Cluster : NGMC) โดยทั้งสองมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยและมีศักยภาพในการเติบโต
ในส่วนของ NGEC ของไทยมีสัดส่วนการส่งออก 33% ของการส่งออกรวมในปี 2567 และ 17% ของมูลค่าเพิ่มภาคอุตสาหกรรมในปี 2565 เป็นแหล่งสร้างงานกว่า 753,000 คน ขณะเดียวกันมูลค่าตลาดโลกในอุตสาหกรรมนี้ก็สูงกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวมากกว่าร้อยละ 10 ต่อปี ขณะที่ NGMC มีสัดส่วนการส่งออก 13% ของการส่งออกรวมในปี 2567 และ 10% ของมูลค่าเพิ่มภาคอุตสาหกรรม เป็นแหล่งสร้างงานกว่า 690,000 คน และประมาณการผลิตในปี 2568 อยู่ที่ 1.5 ล้านคัน
รศ. ดร.จุฑาทิพย์ จงวนิชย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หนึ่งในนักวิจัยหลักของโครงการ กล่าวว่า การพิจารณาศักยภาพการส่งออกของสินค้าทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรมจำเป็นต้องพิจารณาความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของสินค้านั้นในตลาดโลกผนวกกับมิติอื่นๆ ที่สำคัญ โดยเฉพาะมิติทางด้านการกระจุกตัวหรือกระจายตัวของสินค้าส่งออก การสร้างซัพพลายเชนในประเทศ (ความเชื่อมโยงย้อนหลังไปยังส่วนต้นน้ำ) การไปต่อยอดมูลค่าให้กับสินค้าอื่นๆ (ความเชื่อมโยงไปข้างหน้า) และการพัฒนาศักยภาพการผลิตเพื่อลดการนำเข้า
สำหรับอุตสาหกรรม NGEC สินค้าศักยภาพพบในทุกตำแหน่งของห่วงโซ่อุปทานไม่ใช่เพียงกลุ่มปลายน้ำเท่านั้น วันนี้ไทยมีการส่งออกสินค้าในกลุ่มกลางน้ำและต้นน้ำเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน Integrated circuits อื่น ๆ (ICs) Transistorsและชิ้นส่วนของ ICs ซึ่งเป็นส่วนต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทานไปตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และถือว่าเป็นสินค้าที่จัดอยู่ในกลุ่มศักยภาพของไทย เช่นเดียวกันกับกลุ่มกลางน้ำที่เป็นสินค้ากลุ่ม PCB และ IC-based electronics components ไม่ว่าจะเป็น power modules, image sensors, digital recorders
อย่างไรก็ตาม การขาดความเชื่อมโยงไปข้างหน้าและการนำเข้าที่ยังสูงในสินค้ากลุ่มนี้โดยเฉพาะในส่วนของต้นน้ำบั่นทอนการพัฒนาศักยภาพของอุตสาหกรรม ในขณะที่สินค้าส่งออกศักยภาพสูงในส่วนปลายน้ำ ได้แก่ เครื่องพิมพ์ โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องพิมพ์ offsetเครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้าประเภทต่างๆ ตู้เย็น ยังมีศักยภาพถึงแม้มีแนวโน้มลดลงจากการกระจุกตัวของตลาดส่งออกและการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นภายหลังสงครามการค้า
สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในส่วนของคลัสเตอร์ NGEC ได้แก่ 1. การต่อยอดศักยภาพของอุตสาหกรรม NGEC เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทานจะทำให้อุตสาหกรรม NGEC สามารถกลายมาเป็นสินค้าส่งออกศักยภาพสำคัญของไทยได้ในอนาคต การมียุทธศาสตร์ชาติที่ชัดเจน และสมเหตุสมผลมีส่วนช่วยให้ไทยเพิ่มบทบาทในห่วงโซ่อุปทานของโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านได้ (Supply Chain Reconfiguration) 2. ดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศมาที่ไทย โดยคำนึงถึงนักลงทุนเดิมในไทยที่ต้องการขยายฐานการผลิต และนักลงทุนใหม่
3. ร่วมมือกับอาเซียนเพื่อให้มีบทบาทเป็นตัวเชื่อมสหรัฐฯ และจีน 4. การเจรจาทางการค้า FTA ที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ ต้องตอบโจทย์ประเทศอย่างชัดเจน 5. ต้องร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรม และปลดล็อกนโยบายที่ไม่เอื้อต่อการลงทุน 6. ต้องไม่ถูกกล่าวหาว่าสวมสิทธิ์โดยทำงานร่วมกับสหรัฐและจีนในเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเชื่อว่าการดำเนินการตามมาตรการเหล่านี้จะมีส่วนช่วยผลักดันให้การส่งออกในระยะสั้นเพิ่มขึ้นระหว่าง 6,000-7,900 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ ก่อให้เกิดการลงทุนใหม่กว่า 70,000 ล้านบาทต่อปี
สำหรับคลัสเตอร์ NGMC รศ. ดร.วรรณพงษ์ ดุรงค์เวโรจน์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หนึ่งในนักวิจัย กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยมีศักยภาพการผลิตรถยนต์ดีเซล ขนาดมากกว่า 2500 ซีซี และเริ่มส่งออกรถยนต์ไฮบริด ซึ่งเป็นส่วนต่อยอดจากฐานการผลิตยานยนต์ของไทย ในขณะที่ศักยภาพในการส่งออก ยานยนต์ไฟฟ้า (BEV) ณ ขณะนี้ยังมีจำกัด การเดินหน้าสร้างซัพพลายเชนกับผู้ผลิตชิ้นส่วนของไทย เป็นหัวใจที่จะทำให้ BEV กลายมาเป็นสินค้าส่งออกศักยภาพ และพ้นข้อกล่าวหาเรื่องการสวมสิทธิ์
ทั้งนี้ แม้วันนี้อุตสาหกรรมชิ้นส่วนกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน แต่ประเทศไทยก็ยังมีศักยภาพในชิ้นส่วนยานยนต์หลายรายการ โดยเฉพาะชิ้นงาน Mechanic หรือการขึ้นรูป การหล่อ งานฉีด และงานเจียร ส่วนแนวทางการเพิ่มศักยภาพการผลิต คือการต่อยอดจากความสามารถในชิ้นงาน Mechanic เหล่านี้ ผ่านการรักษาความสามารถในการผลิตและส่งออกของผลิตภัณฑ์เดิม สร้างความเชื่อมโยงไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น อุตสาหกรรมเรือยนต์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เครื่องยนต์สำหรับอากาศยาน ขับเคลื่อนการทำตลาดคู่ขนานทั้งป้อนโรงงานรถยนต์ และตลาดชิ้นส่วนอะไหล่ทดแทน (Aftermarket Segment) รวมทั้งการมุ่งไปสู่การผลิตชิ้นส่วนยานยนต์อัจฉริยะ (Smart Auto parts) ที่เอาชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์มาสร้างมูลค่าเพิ่มกับสินค้า
รศ. ดร.วรรณพงษ์ กล่าวว่า คลัสเตอร์NGMC จะต้องมีการจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่การผลิต และดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเพื่อให้ไทยเป็น Last man Standing หมายถึงไทยต้องเดินคู่ขนานทั้งการผลิตเครื่องยนต์สันดาปที่ยังมีตลาดอยู่ และรถ EV โดยยึดเป้าหมายรถยนต์เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นหัวใจในการขับเคลื่อน ไม่ใช่ระบบขับเคลื่อน (เครื่องยนต์สันดาปภายใน หรือไฟฟ้า) การก้าวข้ามความท้าทายท่ามกลางวิกฤตที่อุตสาหกรรมเผชิญมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา การจัดหาแหล่งเงินทุนระยะปานกลางเป็นหัวใจสำคัญ การขับเคลื่อนมาตรการเหล่านี้มีส่วนช่วยการส่งออกเพิ่มขึ้นได้ในระยะสั้น 2,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกิดการลงทุนใหม่กว่า 70,000ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดให้มีการเสวนาหัวข้อ “ศักยภาพการส่งออกของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ของไทย” มีผู้ร่วมเสวนาจากภาคเอกชน ประกอบด้วย ดร.นัยวุฒิ วงษ์โคเมท อุปนายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ นายกิตติศักดิ์ เงินงอกงาม ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายพัฒนาธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ นายเสวก ประกิจฤทธานนท์ อุปนายกและเลขาธิการสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไทย (PCB) ร่วมเสวนา
นายนัยวุฒิ กล่าวว่า NGEC เป็นอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนและหลากหลายจำเป็นต้องมีแผนระดับชาติ จึงเสนอให้เร่งจัดทำแผนเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ ซึ่งเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) ถือเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ชิป (Chip) เร่งสร้างบุคลากร การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนหลายภาคส่วน เป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนและหลากหลาย เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในภาพรวม
นอกจากแผนระดับชาติแล้วรัฐจำเป็นต้องสนับสนุนงบประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปีต่อเนื่อง 20 ปีในการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิสก์ และวางกลไกสร้างความได้เปรียบให้กับผู้ประกอบการไทยในช่วงเริ่มต้น เพื่อให้เติบโตและแข่งขันได้ โดยมาตรการจัดซื้อจ้างภาครัฐจะช่วยผู้ประกอบการไทยได้มาก ยกตัวอย่างชิปที่ติดในบัตรประชาชน เป็นต้น
ทางด้าน นายเสวก กล่าวว่า แผ่นวงจรพิมพ์ หรือ PCB (printed circuit board) นับเป็นกุญแจสำคัญของเทคโนโลยี ปัจจุบันจีนซึ่งผลิตอยู่ 60% ป้อนตลาดโลกกำลังย้ายฐานมาไทย ประมาณ 50 บริษัท มูลค่าการลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท เพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้ากับสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลดีต่อไทยในการเป็นฐานสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้ของบ้านเราให้เติบโต แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐด้วยทั้งในเรื่องมาตรการต่างๆ และการพัฒนาบุคลากรรองรับ
ขณะที่ นายกิตติศักดิ์ กล่าวว่า กลุ่มเดลต้าลงทุนปักหลักลงทุนในประเทศไทยเพื่อเป็นฐานในการส่งออก โดยได้จัดสรรเงินรายได้สัดส่วน 8.3% เพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ แม้ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในปัจจุบันอาจกระทบการดำเนินธุรกิจในระยะสั้นบ้าง แต่ไม่น่าจะส่งผลต่อทิศทางการค้าและการลงทุนในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ การเตรียมรับมือกับความท้าทายที่แท้จริงในระยะยาว โดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน เป็นสิ่งที่ภาครัฐควรให้ความสำคัญ
////
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นักวิชาการ มธ. หนุนลดไฟถนน แนะงัดสิทธิภาษีจูงใจเอกชนร่วมประหยัด
นักวิชาการธรรมศาสตร์ เผยลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนน 1 พ.ค. 69 เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ “กรมทางหลวง” ควรมีมาตรการความปลอดภัยอื่น เช่น ใช้เครื่องหมายจราจรบนพื้น – สติกเกอร์สะท้อนแสงร่วมด้วย ระบุมาตร
เสนอ 5 แนวทางสร้างความคุ้มค่า หลังกระทรวงอุตฯ ผุดแนวคิด ตั้ง 'กองทุนแสนล้าน' ยกระดับ SME
นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ กระทรวงอุตฯ จ่อตั้งกองทุนแสนล้านยกระดับ SME ด้วยนวัตกรรมเป็นเรื่องดี พร้อมเสนอ 5 แนวทาง
นักวิชาการ ชี้เร่งอำนาจเต็ม ครม. ไม่ช่วยแก้วิกฤตพลังงาน เพิ่มเสี่ยงการเมือง
นักวิชาการธรรมศาสตร์มอง การเร่งให้ ครม. มีอำนาจเต็มผ่านรัฐธรรมนูญ ม.161 ไม่ได้ช่วยคลี่คลายวิกฤตพลังงานในทันที ชี้ปัญหาอยู่ที่การบริหารจัดการมากกว่า พร้อมเตือนอาจเพิ่มความเสี่
'สมชัย' ชวน 'อินฟูฯ' ช่วยระดมทุนสู้ กกต. ร่วมงานเปิดตัว
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า วันนี้ 15.00 น. มีการแถลงข่าว คณะกรรมการกองทุนสู้ กกต. (ชื่อชั่วคราว) ที่ ห้อง 211 คณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เปิดจุดแข็ง 'รัฐบาลอนุทิน' รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง
รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความเห็นต่
เปิดงานวิจัย 'เห็ดเมา' รักษาโรคซึมเศร้าอย่างรุนแรง
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศาสตราจารย์เชี่ยวชาญทางอายุรกรรมและสมอง ประธานศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการ และสาธารณสุข มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง สถานะของเห็ดเมา

