
7 พ.ย. 2568 – นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส ผ่านร้านอาหารและเครื่องดื่มที่เข้าร่วมโครงการฯ ระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) 4 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Grab Lineman Robinhood และ ShopeeFood ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่เปิดให้ใช้ร่วมกับแพลตฟอร์ม Food Delivery Platform แบบเป็นทางการ จะทำให้ผู้ใช้งานทั่วไปเข้าถึงร้านค้ามากขึ้น และใช้สิทธิได้สะดวกสบาย และง่ายกว่าการต้องไปจ่ายที่หน้าร้าน
สำหรับเงื่อนไขการใช้สิทธิฯ จะต้องใช้สิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ก่อนจะเชื่อมโยงไปยัง Food Delivery Platform ที่ต้องการ ทั้งนี้ สามารถสั่งอาหารและเครื่องดื่มได้ระหว่างเวลา 06.00 – 21.00 น. ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.2568 โดยจะต้องเติมเงินเข้า G Wallet ก่อนเริ่มทำรายการ สามารถสั่งได้เฉพาะร้านที่เข้าร่วมโครงการเท่านั้น ซึ่งต้องค้นหาผ่านแอปฯ Food Delivery ที่เลือก กรณีออเดอร์ถูกยกเลิก เงินจะคืนกลับเข้าระบบภายในประมาณ 30 นาที ขอย้ำเตือนว่า ห้ามมีการรับหรือเรียกเงินทอนเป็นเงินสด หรือประโยชน์รูปแบบอื่นนอกจากการสั่งอาหาร/เครื่องดื่มผ่าน Food Delivery Platform ไม่ว่ากรณีใด ทั้งนี้ การซื้อ-ขายอาหาร/เครื่องดื่มผ่าน Food Delivery Platform จะต้องเป็นการซื้อ-ขายกันจริง โดยผู้ซื้อและผู้ขายไม่ได้อยู่สถานที่เดียวกันหรือเป็นบุคคลเดียวกัน
“รัฐบาลขอเน้นย้ำว่าประชาชนจะต้องเริ่มใช้จ่ายครั้งแรกภายในวันที่ 11 พ.ย.2568 เวลา 23.00 น. ซึ่งหากพ้นระยะเวลาดังกล่าว จะถือว่าไม่ประสงค์เข้าร่วมโครงการฯ และถูกตัดสิทธิในโครงการฯ สำหรับความคืบหน้าการใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง พลัส โดย ณ วันที่ 6 พ.ย.2568 เวลา 17.00 น. มีผู้ใช้จ่ายผ่านโครงการฯ สำเร็จแล้วกว่า 18.91 ล้านราย ยอดใช้จ่ายรวมกว่า 19,358.60 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นเงินที่ประชาชนจ่ายจำนวน 9,796.76 ล้านบาท และเงินที่รัฐร่วมจ่ายจำนวน 9,561.84 ล้านบาท” รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อึ้ง! ข่าวปลอม-บิดเบือนระบาดหนักทั้งเรื่อง 'พระบรมมหาราชวัง-แลนด์บริจด์'
รัฐบาลเตือนข่าวปลอม กรณีสื่อกัมพูชาอ้าง 'พระบรมมหาราชวัง ถูกจัดอันดับเป็นสถานที่น่าเที่ยวกัมพูชา'
ข่าวดี! เพิ่มวัคซีน 'นิวโมคอคคัส' ให้เด็กไทยฟรี
รัฐบาลเพิ่มวัคซีน 'นิวโมคอคคัส' ให้เด็กไทยฟรี! ยกระดับการป้องกันโรคร้าย ลดเสี่ยงปอดอักเสบ–เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีผลบังคับใช้แล้ว
SMEs เฮ! รัฐบาลหนุนมาตรการเข้าถึงเงินทุน
รัฐบาลหนุน SMEs เข้าถึงทุน เดินหน้ามาตรการค้ำประกันสินเชื่อ–แก้หนี้ เสริมแกร่งธุรกิจไทย
เดินหน้าตามนโยบายนายกฯ ลุยปราบ 'นอมินี' โชว์ไตรมาสแรกกวาดล้างบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลง 60%
โฆษกรัฐบาล แจง รัฐลุยปราบ ‘นอมินี’ มุ่งสร้างธุรกิจโปร่งใส เป็นธรรม ตอกย้ำคำประกาศนายกฯ ‘ไม่มีเคลียร์ เด็ดขาดทุกคดี’ ชวนปชช.แจ้งเบาะแส 1570
รัฐบาลน้อมรับนิด้าโพล 'แลนด์บริดจ์' ต้องสื่อสารวงกว้าง
4 พ.ค. 2569 - นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงผลสำรวจนิด้าโพลในหัวข้อ “คนใต้ว่าไง โครงการแลนด์บริดจ์จะมาแล้ว” ที่พบว่า กลุ่มผู้ที่เคยรับรู้ข้อมูลโครงการ จำนวน 1,333 คน (เคยได้ยิน และเข้าใจดีมาก / เคยได้ยิน และพอจะเข้าใจบ้าง /เคยได้ยิน แต่เข้าใจเพียงเล็กน้อย) ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.22 เห็นด้วยกับโครงการ โดยแบ่งเป็น เห็นด้วยมาก 34.21% และค่อนข้างเห็นด้วย 33.01% ขณะที่มีประมาณร้อยละ 32.78 ไม่เห็นด้วย สะท้อนทั้งโอกาสของโครงการ และบทบาทของภาครัฐในการสื่อสารข้อมูลอย่างต่อเนื่องและโปร่งใส ส่วนกรณีพบว่าเกินครึ่งหรือร้อยละ 54.53 เคยได้ยินแต่เข้าใจเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์นั้น นางสาวรัชดา กล่าวว่า นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารสร้างการรับรู้ ทั้งกลุ่มประชาชนที่ยังไม่เคยได้ยินหรือไม่เข้าใจ ให้เข้าถึงความข้อมูลมากยิ่งขึ้น “นายกรัฐมนตรี ได้กำชับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชนเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตัดสินใจและการขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบด้าน และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ” โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุ สำหรับนักวิชาการและผู้สนใจหลายฝ่ายออกมาแสดงความคิดเห็นทั้งสนับสนุนและตั้งข้อสังเกตต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง แต่ความเห็นที่สอดคล้องกัน คือ โครงการแลนด์บริดจ์เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ทั้งด้านโลจิสติกส์ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างงาน และการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ภาครัฐยังให้ความสำคัญกับข้อคำถามสำคัญ อาทิ มูลค่าการลงทุน ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนในพื้นที่ โดยทุกประเด็นต้องถูกศึกษาในรายละเอียด เพื่อกำหนดมาตรการรองรับอย่างเหมาะสม ให้โครงการสามารถดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ “นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้ทุกประเด็นต้องอธิบายได้อย่างชัดเจน แม้ภาพรวมจะได้รับการสนับสนุน แต่ยังมีข้อกังวลจากประชาชน ภาครัฐจึงต้องเร่งสื่อสาร สร้างความเข้าใจ และเปิดรับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเป็นไปอย่างรอบคอบและได้รับการยอมรับ” นางสาวรัชดา กล่าว.
รัฐบาลเดินหน้าปราบสินค้าสุขภาพผิดกฎหมาย โฆษณาเกินจริง
รัฐบาลเดินหน้าปราบผลิตภัณฑ์ – โฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ปิดกั้นโฆษณาผิดกฎหมายแล้วกว่า 121,494 รายการ ดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด 6,748 คดี ทลายแหล่งกระทำผิด 576 แห่ง มูลค่าของกลางรวมกว่า 1,152 ล้านบาท

