
เริ่ม 12 ม.ค. นี้ ‘30 บาทรักษาทุกที่’ รูปแบบใหม่ใช้สิทธิด้วยระบบ “โควตา–สแกนหน้า–QR Code รัฐบาลเชิญชวนหน่วยบริการนวัตกรรม ร้านยา-คลินิกเอกชน เร่งอัปเดตข้อมูล เพื่อสามารถบริการตามแนวทางใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง
11 ม.ค. 2569 - นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้มีการปรับระบบการให้บริการที่หน่วยบริการนวัตกรรม 7 ประเภท ภายใต้ 30 บาทรักษาทุกที่ ได้แก่ คลินิกเวชกรรม คลินิกทันตกรรม ร้านยาคุณภาพ คลินิกกายภาพบำบัด คลินิกเทคนิคการแพทย์ คลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ และคลินิกแพทย์แผนไทย ซึ่งจะเริ่มในวันที่ 12 มกราคม 2569 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการมุ่งเน้นยกระดับการให้บริการกับประชาชนด้วยการใช้ระบบจองคิวการรับบริการ การให้บริการด้วยระบบโควตา การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพ การพิสูจน์ตัวตนด้วยการสแกนหน้า และการตรวจสอบการเข้ารับบริการแบบเรียลไทม์ นั้น ในส่วนของหน่วยบริการจะต้องมีการอัปเดตข้อมูลในระบบ เพื่อให้สามารถเริ่มดำเนินการตามระบบใหม่ได้ ซึ่งปัจจุบันมีหน่วยบริการนวัตกรรมทั่วประเทศ ได้แก่ ร้านยาและคลินิกเอกชนที่เข้าร่วม 30 บาทรักษาทุกที่ ประมาณ 15,000 แห่ง โดยข้อมูลล่าสุดมีหน่วยบริการดำเนินการอัปเดตข้อมูล (Reactivate) แล้วรวม 3,551 แห่ง แบ่งตามประเภทหน่วยบริการ ดังนี้ ร้านยา 2,120 แห่ง, คลินิกทันตกรรม 887 แห่ง, คลินิกเวชกรรม 381 แห่ง และคลินิกกายภาพบำบัด 163 แห่ง
นางสาวอัยรินทร์ กล่าวว่า การ Reactivate เป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อยืนยันตัวตนหน่วยบริการและบุคลากรให้ถูกต้อง พร้อมเชื่อมต่อระบบใหม่ที่มีการยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้าและระบบโควตา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ หากหน่วยบริการไม่อัปเดตข้อมูล จะไม่สามารถเชื่อมต่อระบบใหม่และไม่สามารถให้บริการตามแนวทางใหม่ได้ สำหรับขั้นตอนที่หน่วยบริการต้องอัปเดตข้อมูลนั้น ให้ดำเนินการผ่านระบบ e-Portal หรือ www.ossregister.nhso.go.th โดยต้องยืนยันข้อมูลหน่วยบริการให้ครบถ้วน เช่น ชื่อ, พิกัด (Lat/Long), เบอร์โทร, อีเมล พร้อมกับลงทะเบียนบุคลากร แพทย์/ผู้ประกอบโรคศิลปะทุกคน โดยระบุ เลขบัตรประชาชนและเลขวิชาชีพ ทั้งนี้ การดำเนินการต้องทำโดยผู้มีอำนาจตามกฎหมาย (เช่น เจ้าของคลินิก หรือผู้ได้รับมอบอำนาจ) และผู้มีอำนาจต้อง ลงทะเบียนในระบบ ThaiD ให้เรียบร้อยก่อนดำเนินการ นอกจากนั้น สปสช. ได้เปิดให้หน่วยบริการลงทะเบียนผ่านไลน์ OA สปสช. (ไลน์ไอดี @nhso) โดยเลือกเมนู 30 บาทรักษาทุกที่ ใช้บริการนวัตกรรม หลังจากนั้นเลือกหน่วยบริการนวัตกรรม และดำเนินการตามขั้นตอนได้เลย
สำหรับแนวทางใหม่ ได้แก่ ยืนยันตัวตนด้วยการสแกนใบหน้า มีระบบโควตา (Quota) การให้บริการ และเพิ่มทางเลือกให้จองคิวผ่านไลน์ OA สปสช. ได้ด้วย โดยวิธีการไปรับบริการนั้น ผู้ป่วยสามารถไปรับบริการได้ทั้งการ walk in ไปที่หน่วยบริการคือร้านยาและคลินิกเอกชนที่เข้าร่วมได้เลย ใช้บัตรประชาชนหรือบอกเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก หรือใช้แอปฯ ThaiD แจ้งความประสงค์ใช้สิทธิบัตรทอง หลังจากนั้นร้านยาหรือคลินิกจะตรวจสอบสิทธิและโควตาคงเหลือได้ หากยังมีโควตาก็ใช้บริการได้ ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการสแกนหน้าเพื่อยืนยันตัวตน นอกจากนั้น สปสช. ยังเพิ่มความสะดวก เปิดให้จองคิวล่วงหน้าได้ ซึ่งวิธีนี้จะทำให้รู้ว่ายังมีโควตาให้บริการได้หรือไม่ โดยลงทะเบียนผ่านไลน์ OA สปสช. (ไลน์ไอดี @nhso) โดยเลือกเมนู 30 บาทรักษาทุกที่ ใช้บริการนวัตกรรม หลังจากนั้นเลือก ประชาชน และดำเนินการตามขั้นตอนได้เลย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
นับกันแทบไม่ไหว! รัฐบาลปลื้มสงกรานต์ทำเงินสะพัดทั่วประเทศ
รัฐบาลปลื้ม 'สงกรานต์ 2569' เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน
14 เม.ย. นี้ เที่ยวป่า-อุทยาน ฟรี รับวันครอบครัว
14 เม.ย. นี้ เที่ยวผืนป่าอนุรักษ์ฟรีทั่วประเทศ รับ “วันครอบครัว” เปิดพื้นที่ธรรมชาติให้คนไทยเข้าถึงได้มากขึ้น
‘สว.ประพนธ์’ เตรียมเสนอรัฐบาลกลางเวทีแถลงนโยบายจี้รื้อระบบ สปสช.
"สว.ประพนธ์" เตรียมเสนอ รบ.กลางเวทีแถลงนโยบาย จี้รื้อระบบ สปสช. หลังพบงบ รพ. ติดลบหนัก 6 หมื่นล้าน เผยเงินไหลไปอุดหนุนโครงการ 7 นางฟ้า หวั่นระบบสาธารณสุขล้มละลาย หากไม่เร่งแก้ไขค่าตอบแทนให้สะท้อนต้นทุนจริง
คุกนะจ๊ะ! รัฐบาลเตือน April Fool’s Day โพสต์เสียหาย-สร้างความตื่นตระหนก
รัฐบาลเตือนประชาชน ระมัดระวัง April Fool’s Day หากโพสต์สร้างความเสียหาย-สร้างความตื่นตระหนก มีความผิดตามกฎหมาย โทษทั้งจำและปรับ แนะตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงก่อนแชร์
รัฐบาลเตือนระวังโรคติดต่อทางเดินอาหารช่วงฤดูร้อน
รัฐบาลเตือนหน้าร้อน ระวังโรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำ เผยพบผู้ป่วยอาหารเป็นพิษ 3.9 หมื่นราย/ผู้ป่วย อุจจาระร่วง 2.7 แสนราย แนะดูแลสุขอนามัยกินสุก ร้อน สะอาด
รัฐบาลแนะดูแลสุขภาพห่างไกล 'วัณโรค' พบผู้ป่วยใหม่แสนราย
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลห่วงใยสุขภาพประชาชน ย้ำเตือนดูแลสุขภาพห่างไกลจากวัณโรค แนะหากมีอาการสงสัย ไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ ให้รีบพบแพทย์

