นักวิชาการธรรมศาสตร์ เชื่ออัตราซื้อเสียง 7,500 บาทเป็นไปได้ โดยเฉพาะพื้นที่ผู้สมัครย้ายพรรค ต้องสร้างแรงจูงใจด้วยเงินแลกกับภาพลักษณ์-ข้อสงสัยโหวตเตอร์ คาดยิ่งใกล้เลือกตั้งราคาจะสูงขึ้นอีก เกิดเป็นสถานการณ์ “เงินเฟ้อทางการเมือง” ที่ผู้สมัครต้องควักกระเป๋าเพื่อ “เปิดเกม” ในพื้นที่แข่งขันดุ
20 มกรา 2568 - รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเลือกตั้งเจ้าของผลงานหนังสือ “จัดแบ่งแข่งอำนาจ สัณฐานพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง” เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ที่อัตราการซื้อเสียงในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 ในพื้นที่ที่มีการแข่งขันสูง จะสูงถึง 3,000-7,500 บาท โดยเฉพาะในกลุ่มเครือข่ายผู้สมัครที่มีการย้ายพรรคหนึ่งไปยังอีกพรรคหนึ่ง ที่ต้องจ่ายเพื่อสร้างแรงจูงใจผ่านเงินตรา เพราะการย้ายพรรคในพื้นที่เดิมนั้นต้องแลกมาด้วยภาพลักษณ์ของตัวเองและแลกกับความสงสัยของโหวตเตอร์ที่อิงพรรคอิงจุดยืน ฉะนั้นแล้วถือว่าต้นทุนเสียตั้งแต่เริ่ม
รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าวว่า ในมุมของผู้สมัครถือว่าการจ่ายเงินไปแล้วเป็นการสร้างบุญคุณไปแล้ว ซึ่งจะได้รับคะแนนเสียงหรือไม่ก็คงไม่ทราบได้ แต่ข้อเท็จจริงประการหนึ่งก็คือในวัฒนธรรมแบบไทยๆ ก็ค่อนข้างโอบรับอะไรแบบนี้อยู่ ส่วนเพดานอัตราการซื้อเสียงที่อาจจะสูงกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ เพราะมี สส. อดีต สส. บ้านใหญ่ บ้านใหม่ ย้ายพรรคกันมาก ประกอบกับมีเงินนอกระบบไหลเข้ามามาก ทำให้เกิดความกล้าได้กล้าเสียที่จะจ่ายเพิ่มจนดันเพดานราคาให้สูงขึ้นตาม
“ในเขตที่ผลคะแนนครั้งที่แล้วแตกต่างกันไม่เยอะ หรือมีการต่อสู้กันอย่างดุเดือด ต้องซื้อเพื่อปิดเกม ราคาเลยสูง อีกประเด็นคือโครงสร้างหัวคะแนน หากไม่เข้มแข็งพอก็จะทำให้มีการดันราคาขึ้นไปอีก ประกอบกับเศรษฐกิจรายพื้นที่ จึงทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าเงินเฟ้อทางการเมือง คือเงินที่จ่ายเทียบกับรายได้ในชีวิตประจำวันแล้วไม่สอดรับซึ่งกันและกัน” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า มีความเป็นไปได้อีกว่าสุดท้ายอัตราราคาจะไม่ได้จบเพียงแค่ตามที่ผลโพลนำเสนอคือ 7,500 บาท โดยเฉพาะการแข่งขันในสภาพที่ระบบระเบียบไม่ได้รับการป้องกัน เมื่อมีพรรคที่ใช้เงินน้อยหรือไม่ใช้เงินได้รับกระแสเยอะอยู่ พรรคที่มีอำนาจเงินก็ต้องทุ่มมากขึ้น เพราะเขาเชื่อว่าอำนาจเงินไหลไปหาอำนาจรัฐได้ ยิ่งวันเลือกตั้งใกล้เข้ามาการแข่งขันก็จะยิ่งสูงขึ้นตามผลโพลที่เปิดเผยออกมาในแต่ละระยะ ซึ่งมีอีกกรณีคือผู้สมัครบางรายอาจพบว่าสู้ไปแล้วผลโพลกลับยังแพ้ก็อาจไม่จ่ายเพิ่มแล้ว เก็บเงินไว้แล้วหยุดหาเสียงไปดื้อๆ
“การเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา เงินสู้กับกระแสอย่างจริงจัง สังคมเราดื้อยาขึ้นเยอะ ไม่ค่อยตอบสนองต่อการรณรงค์การปลอดการซื้อเสียง ไม่ทำให้การซื้อเสียงมันเป็นของแปลกหน้าที่ไม่ควรยอมรับ แต่กลับยอมรับการมีอยู่และยังประกันความสำเร็จให้กับคนที่ซื้อเสียงอีกด้วย การซื้อเสียงเลยกลายเป็นยาสามัญติดบ้านช่วงเลือกตั้ง ที่คนซื้อได้ใจ คนรับได้ตังค์ คนชนะได้ตำแหน่งไป” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม จากผลโพลพบว่ามีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ตอบว่าจะไม่ขอเลือกผู้ที่จ่ายเงิน ซึ่งหากเกิดขึ้นจริงก็สะท้อนว่าการรณรงค์ของพรรคการเมืองที่ใช้กระแส ขายความคิด ขายนโยบาย มีผลทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่ากินเหยื่อแต่ไม่กินเบ็ด คือรับเงินแต่ไม่เลือก ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้จริงก็เป็นเรื่องดี แต่ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าจะเป็นเพียงการต่อรองหรือเพื่อปั่นหั่งเช้งหรือปั่นกระแสหรือไม่ ถ้าใช่จะยิ่งเป็นเรื่องอันตรายเพราะจะไม่ต่างไปจากการประมูล คือเมื่อประมูลจบ คนที่ชนะก็ไปประมูลต่อกับโครงการของรัฐฯ กับเงินของแผ่นดิน แล้วก็วนเป็นวงจรอุบาทว์อยู่แบบนี้ สาเหตุที่ประเทศไทยติดหล่มทางเศรษฐกิจส่วนหนึ่งก็มาจากมาการเมืองที่ไม่ซื่อสัตย์ ไม่ซื่อตรง ตรงนี้คือปัญหา
“หากการซื้อเสียงสำเร็จย่อมสะท้อนว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อประเทศหรือเพื่อตัวของผู้สมัครและประชาชนเองในระยะยาว แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์นิยมเบื้องหน้า ซึ่งเรื่องนี้จะโทษผู้รับเงินอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องพูดกันถึงระบบที่อ่อนแอจนพาสถานการณ์มาถึงจุดนี้” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว
สำหรับแนวโน้มการซื้อเสียงที่เพิ่มขึ้นในการเลือกตั้ง 2 ปีที่ผ่านมา เพราะการเมืองเริ่มผลักจากกระแสเป็นกระสุน จากการต่อสู้เชิงอุดมการณ์และนโยบายกลายมาเป็นการประมูลเสียง ที่สำคัญคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจยังทำงานในลักษณะเชิงรับมากกว่ารุก ทำเชิงตรวจสอบมากกว่าการป้องกัน หากบุคลากรไม่เพียงพอก็ควรเพิ่มการบูรณาการทางข้อมูลและกำลังคนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ฯลฯ เพราะอำนาจหลังจากมีการยุบสภาย่อมไหลกลับไปยัง กกต. เพื่อให้บริหารจัดการเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริต ยุติธรรม และชอบด้วยกฎหมาย ทว่าส่วนตัวยังไม่เห็นการใช้อำนาจนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งพิจารณาได้จากผลงานของ กกต.ชุดแรก กับชุดหลัง
“คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าจะไม่มีการซื้อเสียง แต่ผมยังมีความหวังและคิดว่ายังมีหนทางคือ คนไทยต้องร่วมกันทำให้การซื้อเสียงไม่ใช่เพียงแค่เป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ต้องทำให้เป็นสิ่งที่ไม่คุ้ม คือต้องทำให้ผู้ซื้อเสียงมีความเสี่ยงขึ้นและทำยากขึ้นจนคนจ่ายเริ่มลังเล เราต้องช่วยกันทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการปรับตัวและจัดระเบียบประชาธิปไตยให้เข้มแข็งขึ้น จึงอยากให้ทุกคนไปช่วยแก้ปัญหานี้ด้วยกันในวันที่ 8 กุมภานี้” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สะดุ้ง! เจ้าหน้าที่ กกต. บาดเจ็บระหว่างคุมเลือกตั้ง 34 รายใน 11 จังหวัด
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ข่าวเลขที่ 208/2569 วันที่ 6 มีนาคม 2569 กกต. เข้าเยี่ยมให้กำลังใจและมอบเงินช่วยเหลือแก่เจ้าหน้าที่และกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง
จับตาเลือกก.ต. ยกชุด3ชั้นศาล เต็งจ๋าแห่สมัคร
จับตาเลือกตั้งใหญ่ ก.ต. 3 ชั้นศาล “วีระพงศ์-ตุลยวัต-พงษ์เดช” คิว ปธ.ศาลฎีกาเต็ง ชั้นอุทธรณ์ “มัณทรี-กีรติ-ณรัช” มีลุ้น ชั้นต้นขับเคี่ยวหนัก “ธิดาพร-สิทธิชัย” โดดเด่น
จับตา! เลือกตั้งใหญ่ 'ก.ต.' ศาลฎีกา-อุทธรณ์-ชั้นต้น
จับตา! เลือกตั้งใหญ่ ก.ต. 3 ชั้นศาล 'วีระพงษ์ -ตุลยวัตร -พงษ์เดช' คิวประธานศาลฎีกา 'ฉัตรชัย' ก็มาแรง ส่วนอุทธรณ์ 'มัณทรี-กีรติ-ณรัช' มีลุ้น ชั้นต้นขับเคี่ยวหนัก 'ธิดาพร-สิทธิชัย' โดดเด่น
ดร.ณัฏฐ์ ซัดเวทีจำลองเลือกตั้ง ไร้อำนาจตาม รธน. ไร้ผลกฎหมาย
สืบเนื่องจากนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา ปธ.กมธ.พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา จัดให้มีการจำลองการเลือกตั้ง โดยให้นายสม
สว.นันทนา ซัด 'กกต.' ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือฟ้องปิดปาก ปชช. วอนหยุดขัดขวางการตรวจสอบ
‘นันทนา’ จวก กกต. ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ ฟ้องปิดปาก ปชช. เรียกร้อง ยุติขัดขวางการตรวจสอบ ขอ ‘กกต.‘ หนุน ‘สมชัย’ จัดจำลองการเลือกตั้งไม่ใช่ขัดขวาง ชี้หากผิดกฎหมายเด็กประถมเลือกหัวหน้าห้องก็ทำไม่ได้หรือไม่
อย่าติดกับดักกรงขังประสบการณ์! 'นักวิชาการ' ชี้บริบทการเมืองเปลี่ยน ให้โอกาสรัฐบาลใหม่ทำงานก่อนตัดสิน
อย่าติดกับดักกรงขังประสบการณ์! ‘เชษฐา’ ชี้ให้โอกาสรัฐบาลใหม่ทำงาน บริบทการเมืองเปลี่ยน ไม่ซ้ำรอยอดีต ระบบตรวจสอบพัฒนาทุกมิติ แนะรอดูผลงานก่อนตัดสิน

