DSIดองฮั้วยาว/ม็อบบุกกกต.

ส่อดองยาว! คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน หลังคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเข้าสู่สุญญากาศ  เลื่อนประชุมไร้กำหนด รอ “ร.ต.อ.ปิยะ" รับตำแหน่ง ด้าน "พรรคส้ม” ลุยยื่น ป.ป.ช.ฟัน 7 เสือ กกต.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เล็งพ่วงอนุกรรมการชุดที่ 36 ด้วย ขณะที่ "ไอติม” จับตาเป่าคดีฮั้ว สว. ย้ายปิยะมากุมบังเหียนใหม่ จ่อเปิดห้องประชุมกรรมาธิการองค์กรอิสระฯ เรียกหน่วยงาน กกต.-อัยการ-ดีเอสไอ มาชี้แจง “สนธิ” รวมพลบุก กกต.  25 ก.ย. มั่นใจสร้างแรงกระเพื่อม ขู่เกียร์ว่างเจอรวมตัวครั้งใหญ่ทั่วประเทศ ขณะที่ศาลฎีกาสยบข่าว “วรวุฒิ ทวาทศิน” พบอดีตนักการเมือง “น.” 

เมื่อวันที่ 23 ก.ย.2569 รายงานข่าวภายในกระทรวงยุติธรรมเปิดเผยว่า ภายหลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เผชิญสถานการณ์เตรียมเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอ จาก พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ เป็น ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล ที่จะมีการโอนย้ายจากอธิบดีกรมคุมประพฤติมานั้น ทำให้สำนวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ส่อชะงักลงทันที โดยเดิมทีแรกคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษดีเอสไอ และพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน เตรียมจะประชุมในช่วงสิ้นเดือน ก.ย.นี้ เพื่อวางกรอบและแนวทางการสอบสวนเพิ่มเติม การรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษที่ตีกลับสำนวน

แต่เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติโยกย้าย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งมีฐานะเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนอยู่แล้วนั้น ให้เตรียมไปดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักนายกรัฐมนตรี เทียบเท่าระดับซี 11 ก็เป็นเหตุให้การประชุมนัดแรกของคณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ต้องถูกเลื่อนออกไปไร้กำหนด และยังไม่มีกำหนดการใหม่  จนกว่า ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล จะได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้มาดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ดี คณะพนักงานสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จึงต้องรอการเข้าปฏิบัติหน้าที่ของ ร.ต.อ.ปิยะ เพื่อรอรับทราบแนวทางและนโยบายในคดีอาญา โดยเฉพาะในคดีที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าว เพื่อดีเอสไอจะได้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นรอบคอบ ก่อนสรุปสำนวนส่งอัยการคดีพิเศษอีกครั้ง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการโอนย้าย พ.ต.ต.ยุทธนาเข้ากรุหรือไม่ว่า ตนก็เดินดูในทำเนียบฯ ไม่มีกรุ ส่วนตัวมองว่า พ.ต.ต.ยุทธนาเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และตำแหน่งเดิมระดับซี 10 และเมื่อย้ายมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิประจำสำนักนายกฯ จะขยับเป็นระดับซี 11 ทุกคนใฝ่ฝันในการเลื่อนตำแหน่ง เมื่อถามย้ำว่า การโยกย้ายครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับการทำคดีฮั้ว สว.ใช่หรือไม่ นายทรงศักดิ์ ปฏิเสธว่า ไม่เกี่ยว ไม่มี ส่วนตัวยังดีใจที่มีโอกาสจะได้เจอและให้มาช่วยงาน เพราะเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ โดยเฉพาะการรับเรื่องราวร้องทุกข์และรับฟังปัญหาประชาชน จึงอยากให้มาช่วยงานตรงนี้ เดี๋ยวจะมีการมอบหมายงานให้ทำ

ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) แถลงกรณีความคืบหน้าเตรียมยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ไต่สวนและดำเนินคดีกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คดีฮั้ว สว. ในวันที่ 25 ก.ย.นี้

โดยนายณัฐพงษ์กล่าวว่า พรรค ปชน.เห็นว่า มติของ กกต.เกี่ยวกับคดีโกงเลือก สว. เป็นมติที่ไม่ชอบ เข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งขัดต่อกฎหมายหลายประการ อาทิ รัฐธรรมนูญมาตรา 234 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. มาตรา 172 พ.ร.ป. กกต. มาตรา 69 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 โดยจะมีการยื่นต่อ ป.ป.ช.ในสองกลุ่มสำคัญ กลุ่มแรกคือมติของ กกต. ที่ออกมาเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ที่เราเห็นว่าสุ่มเสี่ยงหรือเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ  ส่วนที่สอง เราเห็นว่าการดำเนินการของ กกต. ที่ผ่านมาก่อนการลงมติเห็นว่ามีข้อพิรุธ ที่ส่อว่ามีการปล่อยปละละเลยหรือรู้เห็นเป็นใจในกระบวนการโกงเลือก สว.ครั้งนี้

จ่อฟันพ่วงอนุฯ ชุด 36

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในส่วนของมติ กกต.ที่เกิดขึ้นนั้น มีการร่วมกันทำเป็นกระบวนการ โดยจะเห็นว่าการออกมาแถลงข่าวให้เหตุผลของ กกต. ก็พยายามที่จะพิจารณาเป็นรายบุคคล ทั้งที่เรื่องนี้เราเห็นอยู่ว่ามีการดำเนินการเป็นกระบวนการ ที่อาจเกี่ยวข้องกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ อย่างที่ 2 กกต.เพิกเฉยต่อหลักฐานซึ่งขัดต่อบรรทัดฐานเดิมของ กกต.ด้วยซ้ำ เพราะก่อนหน้านี้มีเพียงหลักฐานข้อความแชตผ่านแอปพลิเคชันไลน์ขอแลกคะแนน ซึ่ง กกต.เคยสั่งฟ้องไปแล้ว กรณีนี้มีวัตถุพยานมากกว่า แต่ กกต.กลับละเลยวัตถุพยานหลักกว่านี้ และ 3.กกต.อ้างการกลับคำให้การของพยานคือนายเอกราช ช่างเหลา  เพื่อตัดตอนคดีเพื่อเอื้อประโยชน์กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่

นายณัฐพงษ์กล่าวอีกว่า ส่วนการลงมติของ กกต. ก่อนหน้านี้ซึ่งทำให้เราเห็นว่า กกต.จงใจหรือปล่อยปละละเลย ที่ทำให้เกิดการทุจริตการโกง สว. เช่น การออกระเบียบที่เอื้อต่อการทำโพยและการทุจริตได้ อาทิ การให้ใช้หมายเลขเดียวกันทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย นอกจากนี้ยังมีความบกพร่องในการตรวจสอบคุณสมบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือก สว. นี่คือสิ่งที่เราจะร้องเบื้องต้นคือคนที่อยู่ในข่ายทั้งหมด และเป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช.ในการตั้งคณะไต่สวนและพิจารณาว่าใครถูกหรือใครผิด

นายพริษฐ์กล่าวว่า ในส่วนของการยื่น ป.ป.ช.นั้น เราร้อง กกต.ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ประการแรก เราไม่ทราบว่า กกต.คนไหนลงมติอย่างไร เพราะมีการเปิดเผยเฉพาะตัวเลขมติว่าสั่งฟ้องใคร ข้อหาอะไร เราจึงร้อง กกต.ทั้ง 7 คน ส่วนใครลงมติอย่างไรที่จะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เป็นขั้นตอนที่ ป.ป.ช.ต้องไปไต่สวนข้อเท็จจริง

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ส่วนประการที่สอง ทีมกฎหมายกำลังดูว่าฐานความผิดที่อาจจะเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น มีฐานความผิดไหนที่เราสามารถร้องในส่วนของอนุกรรมการชุดที่ 36 ได้ด้วยหรือไม่ เพราะตนเองเข้าใจว่าอย่าง พ.ร.ป. กกต. พ.ศ.2560 พูดไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า เป็นฐานความผิดที่ครอบคลุมไม่ใช่แค่กรรมการ แต่ครอบคลุมอนุกรรมการด้วย และเราก็ทราบดีว่าในอนุฯ ชุดที่ 36 โดยเสียงข้างมาก ซึ่งคาดกันว่าเป็นมติ 5  ต่อ 2 ลงความเห็นว่า กกต.ไม่ควรสั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียว ซึ่ง 1 ใน 5 คนที่เป็นเสียงข้างมากก็คือ ร.ต.อ.ปิยะ ซึ่งเรามองว่าการเสนอความเห็นว่าไม่ควรมีการสั่งฟ้องใครแม้แต่คนเดียว มันขัดกับทั้งหลักการ หลักกฎหมาย และหลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณชน

นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาดีเอสไอระบุว่าจะต้องรอมติ กกต.ก่อนว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นหรือไม่ ซึ่ง กกต.มีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา โดยสั่งฟ้อง 77 คน ก็ชัดเจนแล้วว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น ดังนั้นดีเอสไอจึงมีส่วนสำคัญมากในการสอบสวนอย่างเข้มข้น อย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ เพื่อขยายผลนำตัวผู้กระทำความผิดมารับผิดชอบตามกฎหมาย

"ดังนั้น การเปลี่ยนตัวอธิบดีดีเอสไอในช่วงเวลานี้ โดยเฉพาะเปลี่ยนมาเป็น ร.ต.อ.ปิยะ ซึ่งเป็นหนึ่งในอนุกรรมการชุดที่ 36 ที่ลงมติว่าไม่มีใครมีความผิดแม้แต่คนเดียว จึงทำให้เกิดข้อกังวลว่า  เป็นการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อพยายามทำให้การทำงานของดีเอสไอเป็นคุณต่อคนในรัฐบาลหรือผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ นี่จึงเป็นประเด็นที่เราต้องตรวจสอบต่อไป และขอเรียกร้องไม่ให้มีการแทรกแซงในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการนี้ ให้เจ้าหน้าที่ได้มีการตรวจสอบสอบสวนอย่างตรงไปตรงมา" นายพริษฐ์กล่าว

สนธิรวมพลลุย กกต.

 เมื่อถามว่า พฤติการณ์นี้มองว่าเป็นการแต่งตั้งโดยมิชอบหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า ในข้อกฎหมายต้องไปดูรายละเอียด แต่ในเชิงความเหมาะสมทางการเมือง ทำให้เกิดคำถามใหญ่ คิดว่าการแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามใหญ่ว่าเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นคุณต่อผู้ที่ถูกกล่าวหาที่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ เพราะประวัติความเป็นมาของ ร.ต.อ.ปิยะ คือหนึ่งในอนุกรรมการเสียงข้างมากที่เคยลงความเห็นสวนทางกับหลักฐาน สวนทางกับความคิดเห็นของคนในสังคมจำนวนมากว่าการเลือก สว.ไม่มีใครทำผิดแม้แต่คนเดียว จริงๆ ยังเป็นการขัดแย้งกับข้อสรุปของคณะอนุฯ สอบสวนชุดที่ 26 ขัดแย้งกับความเห็นของเลขาธิการ และขัดแย้งแม้กระทั่งความเห็นของ กกต.ที่สั่งฟ้อง 77 คน

เมื่อถามต่อว่า มองอย่างไรกับขณะนี้ที่มีกระแสข่าวว่าดีเอสไอจะมาเป่าตกคดีฮั้ว สว.ในประเด็นฟอกเงิน อั้งยี่ ซ่องโจร นายพริษฐ์กล่าวว่า นี่เป็นประเด็นที่เราต้องจับตาใกล้ชิด เพราะหลัง กกต.มีมติแล้ว ดีเอสไอก็ต้องสอบสวนต่อ ยิ่งมติของ กกต.ยืนยันว่ามีการกระทำความผิด ทางดีเอสไอก็ยิ่งไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เดินหน้าสอบสวนต่อ ทั้งนี้ ในการประชุมกรรมาธิการองค์กรอิสระฯ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้บรรจุเรื่องนี้ในระเบียบวาระการประชุมในสัปดาห์หน้า เพื่อเชิญผู้แทน กกต. ดีเอสไอ และอัยการ เพื่อสอบถามเพิ่มเติม เราตั้งใจว่าจะตรวจสอบอย่างใกล้ชิดแน่นอน ไม่ให้มีการใช้อำนาจในทางมิชอบเพื่อเป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาในรัฐบาลในคดีดังกล่าว

ด้านนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่า สิ่งที่ตนเป็นห่วงคือ ดีเอสไอจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง ด้วย 2 วัตถุประสงค์ 1.ช่วยอาชญากรตัวจริง 2.เป็นเครื่องมือทางการเมืองกับผู้ที่ต้องการทำให้บ้านเมืองนี้ เป็นของตัวเอง

ที่บ้านพระอาทิตย์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล, นายนิติธร ล้ำเหลือ, นายปานเทพ พงษ์พัวพันธ์ และนายพิชิต ไชยมงคล ร่วมกันแถลงข่าวเปิดแนวทางการเคลื่อนไหว "รวมพลังแผ่นดิน เอาประเทศไทยของเราคืนมา" เพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กรณีการฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งจะมีการยื่นหนังสือเรียกร้องต่อ กกต. ในวันที่ 25 ก.ย. เวลา 10.00 น. โดยมีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และหยุดการฮั้วประเทศไทยครั้งใหญ่

 นายสนธิกล่าวว่า หากองค์กรอิสระได้มาจากกระบวนการเลือกที่ไม่สุจริต อาจส่งผลต่อความเป็นอิสระขององค์กร และอาจทำให้เกิดการครอบงำจากฝ่ายการเมือง การไม่ดำเนินการตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ อาจเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือเป็นการทุจริตหรือไม่

“การเคลื่อนไหวจะยังมีต่อเนื่อง และเชื่อว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมไปถึงรัฐบาล พร้อมเตรียมกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวในระยะต่อไป เพื่อผลักดันให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการดำเนินการตามกฎหมาย และหากไม่มีการแก้ไข เราอาจมีการรวมตัวครั้งใหญ่ทั่วประเทศ” นายสนธิระบุ  

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิ่มมาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด รับมือกลุ่มมวลชนเตรียมเดินทางมายื่นหนังสือร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยเบื้องต้นจะมีเจ้าหน้าที่ 1 กองร้อยมาดูแลบริเวณโดยรอบ

ภายหลังการประชุม สำนักงาน กกต.ได้แจ้งต่อสื่อมวลชนว่า ตามที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) กำหนดเดินทางมายื่นหนังสือต่อ กกต. เพื่อขอให้ตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่ง สว. ในวันศุกร์ที่ 25 ก.ย. เวลา 10.00 น. ทาง กกต.จึงได้กำหนดมาตรการอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยบริเวณชั้น 2 โดยขอให้ผู้สื่อข่าวลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ล่วงหน้าภายในวันที่ 24 ก.ย. เวลา 16.30 น. หากพ้นกำหนดจะถือว่าสละสิทธิ์ในการเข้าพื้นที่ สำหรับสื่อมวลชนที่ลงทะเบียนเรียบร้อย สามารถรับบัตรเข้าพื้นที่บริเวณประตู 1 (ทิศตะวันออก) ได้ตั้งแต่เวลา 07.00 น. ของวันที่ 25 ก.ย. เพื่อเข้าปฏิบัติงาน ณ ห้องประชุม 201 และห้องผู้สื่อข่าว

วันเดียวกัน ศาลฎีกาได้ออกเอกสารข่าวชี้แจงว่า กรณีที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อโซเชียลว่า นายวรวุฒิ ทวาทศิน ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา เคยเดินทางไปพบกับนาย “น.” อดีตนักการเมือง เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจาก สว. และจะช่วยเหลือคดีเลือกตั้งนั้น     ยืนยันว่า นายวรวุฒิ บุคคลตามที่ปรากฏเป็นข่าว  ไม่เคยเดินทางไปพบกับอดีตนักการเมืองดังกล่าวแต่อย่างใด อีกทั้งแม้ปัจจุบันนายวรวุฒิจะดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา แต่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะไปดำรงตำแหน่งบริหารอื่น ซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีเลือกตั้งในศาลฎีกาแต่อย่างใด ขณะนี้นายวรวุฒิได้มอบอำนาจให้สำนักกิจการคดี สำนักงานศาลยุติธรรม ติดตามดำเนินคดีกับบุคคลที่ปล่อยข่าวเท็จดังกล่าว ซึ่งสร้างความเสียหายต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการและชื่อเสียงแล้ว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปูวืด!ศาลตีตกยื้อจ่ายหมื่นล.

ศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลชั้นต้นตีตกคำร้อง "ยิ่งลักษณ์" ขอพิจารณาคดีใหม่  ปมชดใช้ความเสียหายทุจริตจำนำข้าวหมื่นล้าน