'ไทยช่วยไทย พลัส' เงินหมุนถึงมือรากหญ้า แต่ 'เจิมศักดิ์' มองเห็นแค่ค่ายมือถือ?

คำวิจารณ์ของ “เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” ต่อโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง หลังเจ้าตัวโพสต์ตั้งข้อสังเกตว่า มีชาวบ้านบางส่วนออกไปซื้อโทรศัพท์ใหม่เพื่อใช้สิทธิ์ บางคนซื้อในราคาใกล้เคียงกับวงเงิน 4,000 บาทที่รัฐช่วย จนตั้งคำถามว่าเม็ดเงินจากโครงการไม่ได้ลงถึงประชาชนอย่างที่รัฐบาลตั้งใจ แต่สุดท้ายไหลไปเข้ากระเป๋า “ซัมซุง และยี่ห้อต่าง ๆ” แทน

ในโพสต์เดียวกัน “เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” ยังระบุด้วยว่า มีประชาชนบางส่วนต้องเดินทางไป “ธนาคารกรุงไทย” เพื่อขอความช่วยเหลือในการลงทะเบียน เสียทั้งเวลา เสียค่าเดินทาง และเสียโอกาสทำมาหากิน เพื่อให้ได้สิทธิ์เหมือนคนอื่น ก่อนทิ้งท้ายด้วยคำประชดว่า ไหน ๆ ลูกหลานก็ต้องเป็นคนใช้หนี้แทนอยู่แล้ว

สิ่งที่ “เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” พูดถึง มีส่วนที่เกิดขึ้นจริง ไม่มีใครปฏิเสธว่ามีคนซื้อโทรศัพท์ใหม่ และไม่มีใครปฏิเสธว่ามีคนเดินทางไปธนาคารในวันเปิดลงทะเบียน

แต่การนำข้อเท็จจริงเพียงบางส่วนมาสรุปต่อว่า เงินจาก “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ไหลเข้ากระเป๋าบริษัทมือถือเป็นหลัก เป็นข้อสรุปที่เร็วเกินไป และตัดภาพของทั้งโครงการจนเหลือเพียงมุมเดียว

เพราะแกนของนโยบายนี้ไม่เคยอยู่ที่โทรศัพท์ตั้งแต่ต้น โทรศัพท์เป็นเพียงช่องทางเข้าถึงสิทธิ์ แต่เป้าหมายของโครงการคือการเติมกำลังซื้อให้ประชาชน และทำให้เงินหมุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง

ต่อให้มีประชาชนบางส่วนซื้อโทรศัพท์ใหม่เพื่อเข้าร่วมโครงการ ก็ไม่ได้แปลว่าเงิน 4,000 บาทจะจบอยู่ตรงนั้น หรือหายไปกับยอดขายมือถือทั้งหมด

ไม่มีใครซื้อโทรศัพท์มาเพื่อกดรับสิทธิ์ครั้งเดียวแล้วเลิกใช้ พอหมดโครงการก็ไม่มีใครเอาไปทิ้ง โทรศัพท์เครื่องนั้นยังถูกใช้งานต่ออีกนาน ทั้งใช้โทร ใช้รับเงิน ใช้โอนเงิน ใช้สแกนจ่าย ใช้ซื้อของออนไลน์ ใช้ทำธุรกรรมธนาคาร หรือใช้ค้าขายในชีวิตประจำวัน

ยิ่งดูข้อมูลภาพรวมก็ยิ่งเห็นชัด จากการสำรวจของ “สำนักงานสถิติแห่งชาติ” ไตรมาส 4 ปี 2568 คนไทยอายุ 6 ปีขึ้นไปมีโทรศัพท์มือถือใช้ 59.6 ล้านคน คิดเป็น 89.9% ของประชากรทั้งหมด

ในจำนวนนี้ 97.6% เป็นสมาร์ทโฟน

ตัวเลขนี้ตอบชัดว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศมีอุปกรณ์พร้อมใช้งานอยู่แล้วก่อนโครงการเริ่ม ไม่ได้ต้องออกไปซื้อโทรศัพท์ใหม่กันทั้งประเทศเพื่อใช้สิทธิ์

การนำข่าวคนบางส่วนซื้อโทรศัพท์ใหม่ มาขยายจนเหมือนเป็นภาพแทนของคนทั้งประเทศ จึงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในภาพรวม

อีกประเด็นที่ต้องดูควบคู่กัน คือบริบทของวันที่ 25 พฤษภาคมนี้ ซึ่งเป็น “วันแรก” ของการเปิดลงทะเบียน

วันแรกย่อมเป็นวันที่มีผู้ใช้งานหนาแน่นที่สุด คนที่ไม่เคยใช้ระบบมาก่อนเข้ามาพร้อมกัน คนที่รีบลงทะเบียนตั้งแต่เปิดเข้ามาพร้อมกัน และคนที่ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ก็เข้ามาพร้อมกันเช่นกัน

กระทรวงการคลังเปิดเผยว่า ช่วงที่มีการลงทะเบียนสูงสุด มีประชาชนเข้าระบบพร้อมกันสูงถึงหลายแสนรายต่อวินาที สูงกว่าหลายโครงการที่ผ่านมา

ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า ความหนาแน่นในวันเปิดเป็นสถานการณ์เฉพาะช่วงเริ่มต้น ไม่ใช่ภาพเดียวกับตลอดทั้งโครงการ

ดังนั้น ภาพความวุ่นวายในวันแรกมีอยู่จริง แต่ก็ไม่ควรถูกใช้แทนผู้ใช้สิทธิ์ทั้งหมดหลายล้านคนที่เข้าถึงสิทธิ์ผ่านระบบได้ตามปกติ

อีกจุดที่ต้องทำความเข้าใจให้ชัด คือรัฐบาลใช้ชื่อเต็มของมาตรการนี้ว่า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40”

หลักการคือ รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% ภายใต้วงเงินที่กำหนดไว้ หมายความว่า ทุกครั้งที่มีการใช้สิทธิ์ จะมีทั้งเงินจากภาครัฐและเงินจากประชาชนหมุนเข้าไปในระบบพร้อมกัน

เม็ดเงินของรัฐจึงไม่ได้ถูกใส่เข้าระบบแล้วจบ แต่มันทำหน้าที่ดึงกำลังซื้อของประชาชนให้ขยับตาม และทำให้การจับจ่ายเกิดขึ้นจริงในระบบเศรษฐกิจ

นี่คือเหตุผลที่มาตรการลักษณะนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่ได้เป็นแค่การช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน แต่ยังทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจขยับตามไปพร้อมกันด้วย

หัวใจของ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” คือการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการเติมกำลังซื้อให้ประชาชนโดยตรง

เมื่อประชาชนมีเงินใช้จ่ายเพิ่มขึ้น สิ่งที่ตามมาคือการซื้อของมากขึ้น การใช้จ่ายมากขึ้น และเงินเริ่มหมุนในระบบเร็วขึ้น

คนที่ได้ประโยชน์จึงไม่ใช่แค่ประชาชนผู้ใช้สิทธิ์ แต่รวมถึง ร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการกับรัฐ ด้วย เพราะทุกครั้งที่มีการใช้สิทธิ์ เงินจะไหลไปยังร้านค้าที่เข้าร่วมโดยตรงตามเงื่อนไขของโครงการ

ประชาชนลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ขณะที่ร้านค้าที่เข้าร่วมมีรายรับเพิ่มขึ้นจากการจับจ่ายของลูกค้า เม็ดเงินก้อนเดียวจึงหมุนต่อได้หลายรอบในระบบเศรษฐกิจ

หากจะประเมินว่า “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ได้ผลหรือไม่ คำถามสำคัญไม่ใช่ว่ามีคนซื้อโทรศัพท์ใหม่กี่คน แต่ต้องถามว่าโครงการช่วยเพิ่มการใช้จ่ายได้มากแค่ไหน ช่วยลดภาระประชาชนได้จริงหรือไม่ และช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากขยับขึ้นมากเพียงใด

อีกเหตุผลที่คำวิจารณ์ของ “เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” ถูกตั้งคำถามกลับไม่น้อย เพราะหลายคนมองว่ามันไม่ได้มีแค่มุมเศรษฐกิจ แต่มีมุมทางการเมืองปะปนอยู่ด้วย

“เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” เป็นคนที่แสดงจุดยืนทางการเมืองชัดเจนมาโดยตลอด และเป็นที่รับรู้กันว่าอยู่ในฝั่งสนับสนุน “พรรคประชาธิปัตย์” ซึ่งอยู่ในบทบาทฝ่ายค้านของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

แน่นอน เขามีสิทธิวิจารณ์รัฐบาลเต็มที่ และการตรวจสอบนโยบายรัฐก็เป็นเรื่องจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย

แต่ในอีกด้านหนึ่ง สังคมก็มีสิทธิตั้งคำถามกลับได้เหมือนกันว่า คำวิจารณ์ครั้งนี้กำลังมองจากภาพรวมทั้งหมด หรือกำลังเลือกให้น้ำหนักกับข่าวบางด้านมากกว่าภาพรวมทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นจริง

พูดกันตรง ๆ ถ้าโครงการแบบเดียวกันนี้ออกโดยรัฐบาลที่ตัวเองสนับสนุน จะถูกวิจารณ์ด้วยน้ำหนักแบบเดียวกันหรือไม่ คำถามนี้ไม่มีใครตอบแทนกันได้ แต่สังคมตั้งคำถามได้

“ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงได้อีก และรัฐบาลก็ควรถูกตรวจสอบอย่างเต็มที่

แต่การโยงจากข่าวคนบางส่วนซื้อโทรศัพท์ใหม่ในวันแรก ไปสู่ข้อสรุปว่าเงินของโครงการไหลเข้ากระเป๋า “บริษัทมือถือรายใหญ่” จนเหมือนประชาชนไม่ได้อะไรเลย เป็นการตัดภาพของนโยบายนี้ให้เหลือเพียงมุมเดียว และทำให้เป้าหมายหลักของโครงการหายไป

เพราะแกนของ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ไม่ได้อยู่ที่มือถือ แต่อยู่ที่การเติมกำลังซื้อให้ประชาชน ลดภาระค่าครองชีพ และทำให้เงินหมุนกลับเข้าสู่เศรษฐกิจไทยผ่านการใช้จ่ายของประชาชนในร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลออกแบบไว้ตั้งแต่ต้น และเป็นจุดที่ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรงที่สุด.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แจงปมเปิดลงทะเบียนแย่งสิทธิ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ‘ปลัดคลัง’ยันได้รับทุกคน/ฟุ้งระบบลื่นปรื๊ด-ไร้ปัญหา

‘ปลัดคลัง’ แจงปมเปิดให้ประชาชนแย่งลงทะเบียนรับสิทธิ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ยันทุกคนที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการได้รับสิทธิอยู่แล้ว แค่ต้องกดยอมรับเงื่อนไข มั่นใจ 30 ล้านสิทธิเพียงพอความต้องการ ฟุ้งระบบลงทะเบียนลื่นปรื๊ดไร้ปัญหา

'เจิมศักดิ์' แซะไทยช่วยไทยพลัส ได้เงิน 4 พัน แต่ยอดขายมือถือพุ่ง

นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า ข่าวชาวบ้านหาซื้อโทรศัพท์ใหม่ เพื่อใช้สิทธิ์ไทยช่วยไทย มาก บา

‘คลัง’ฟุ้งระบบลงทะเบียน‘ไทยช่วยไทย พลัส’แกร่ง รองรับสูงสุด7แสนสิทธิต่อวินาที

‘คลัง’ ฟุ้งระบบลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ สุดแกร่ง รองรับยอดลงทะเบียนสูงสุด 7 แสนสิทธิต่อวินาที มั่นใจปักธง 30 ล้านสิทธิครอบคลุมเพียงพอความต้องการประชาชน พร้อมการันตีร้านค้าไม่ต้องกังวลโดนภาษีย้อนหลัง

รัฐบาลปลื้ม ลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสราบรื่น ขอ ปชช.อย่ากังวล ขึ้นตรวจสอบ 3 วัน กันสิทธิไว้แล้ว

รัฐบาล พอใจลงทะเบียน ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ เรียบร้อย ไม่ล่ม พบระบบมีปัญหาเล็กน้อย แจง ‘สแกนใบหน้าไม่ผ่าน’ ไม่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการกดรับสิทธิ แต่เพราะใช้แอปฯ ครั้งแรก-เคยลบแอปฯ แนะยืนยันตัวตนผ่านตู้ ATM

กรุงไทยแทบแตก! คนเบตงแห่ขอช่วยยืนยันสิทธิ 'ไทยช่วยไทยพลัส'

บรรยากาศบริเวณหน้าธนาคารกรุงไทย สาขาสุขยางค์ อ.เบตง พบว่ามีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาต่อคิวรอ โดยใช้รองเท้ามาตั้งเพื่อแสดงคิวเพื่อเข้าใช้บริการตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนธนาคารเปิดทำการ