
ประเทศต้องเดินหน้าต่อไปครับ
วานนี้ (๑๘ กันยายน) มีประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ครั้งที่ ๒/๒๕๖๙ ที่นายกฯ อนุทิน เป็นประธาน
ประเด็นหารือหลักๆ คือ การเจรจาระหว่างไทยกับกลุ่ม EU
“ศุภจี สุธรรมพันธุ์” แม่งาน บอกว่า ปัจจุบันการเจรจาระหว่างไทยและ EU สามารถบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้แล้วประมาณ ๒ ใน ๓ ของข้อบททั้งหมด
เหลืออีกราว ๑ ใน ๓ ซึ่งการเจรจาในรอบที่ ๑๐ มีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ ๒๘ กันยายนนี้ ที่ภูเก็ตบ้านเรานี่แหละครับ
ใช้เวลาราว ๑ สัปดาห์
หากสำเร็จจะเกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับประเทศไทยเพิ่มขึ้นอีกมาก โดยจากผลการศึกษาของสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนาระบุว่า จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศไทยเพิ่มขึ้น ๑.๒๘%
“...ปัจจุบันจีดีพีของไทยอยู่ที่ ๒% กว่าๆ การเจรจา FTA ไทย-EU ก็จะช่วยให้จีดีพีของไทยเพิ่มขึ้นเป็นขยายตัวได้เกินกว่า ๓% ต่อปี
ส่วนการส่งออกจะเพิ่มขึ้น ๒.๘% ถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ...”
ครับสำหรับใครที่ถามหาว่า “ศุภจี” หายไปไหน “ศุภจี” โดนการเมืองเล่นงาน “ศุภจี” ของปลอม ก็นี่แหละครับ ก้มหน้าก้มตาทำเพื่อชาติ
เจรจา FTA ไทย-EU จบเมื่อไหร่ ประชาชนทั้งประเทศ ทั้งคนถามหา “ศุภจี” คนดูถูกดูแคลน “ศุภจี” ก็จะได้ประโยชน์ไปด้วย
แน่นอนครับการทำ FTA ใช่ว่าไทยจะได้อย่างเดียว ต้องมีส่วนที่เสียไปด้วย เพราะถ้าเอาแต่ได้อย่างเดียว คงไม่มีประเทศไหนยอมเจรจาด้วยแน่นอน
ทั้งเขาทั้งเรามีทั้งได้และเสีย
เพียงแต่ชั่งน้ำหนักแล้วส่วนที่ได้สามารถสร้างประโยชน์ต่อยอดได้ จนหักลบกับส่วนที่เสียไปแล้วไทยยังได้กำไร
คนมีหน้าที่ประท้วง หรือคัดค้านก็ทำไป เพราะเขาเป็นห่วงว่าไทยจะเสียเปรียบ แต่เรื่องนี้ต้องมองภาพรวม ซึ่งทุกประเทศล้วนมองในภาพรวมเป็นหลัก ฉะนั้นก็อยู่ที่ไทยเราเองครับว่า เมื่อทำข้อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว จะสามารถนำไปสร้างประโยชน์ได้มากน้อยแค่ไหน
ตอนนี้สภาพเศรษฐกิจน่าห่วงครับ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือน
สูงจริงๆ
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจ “สถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี ๒๕๖๙" พบว่า ภาระหนี้ของครัวเรือนไทยยังคงอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางแรงกดดันจากค่าครองชีพ ภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัว และรายได้ที่ยังไม่สอดคล้องกับรายจ่าย
ขณะที่ภาพรวมสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ ไตรมาส ๑/๒๕๖๙ อยู่ที่ ๘๕.๙% แม้ปรับลดลงจากช่วงก่อนหน้า แต่ยังสะท้อนข้อจำกัดด้านกำลังซื้อและความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือน
ผลสำรวจพบว่า หนี้สินเฉลี่ยของครัวเรือนไทยในปี ๒๕๖๙ อยู่ที่ ๗๙๔,๙๔๕ บาทต่อครัวเรือน เพิ่มขึ้นจาก ๗๔๐,๕๙๗ บาทในปี ๒๕๖๘
ขยายตัวประมาณ ๗.๓%
มีภาระผ่อนชำระเฉลี่ยอยู่ที่ ๒๑,๙๓๕ บาทต่อเดือน
น่าตกใจครับ หากปล่อยไปอย่างนี้มีโอกาสทะลุล้าน เพราะดอกเบี้ยบานตะไท
และน่าตกใจตรงประเภทหนี้
พบว่า หนี้บัตรเครดิตมีสัดส่วนสูงสุด ๕๕.๑%
รองลงมาเป็นสินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อการอุปโภคบริโภค ๔๕.๘%
สินเชื่อยานพาหนะ ๔๑.๙%
ขณะที่หนี้เพื่อประกอบธุรกิจอยู่ที่ ๓๓.๖%
หนี้ที่อยู่อาศัย ๒๗.๒%
และหนี้ในรูปแบบ Buy Now Pay Later อยู่ที่ ๑๔.๒%
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าหนี้ที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคและการเสริมสภาพคล่องในชีวิตประจำวันมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในโครงสร้างหนี้ของครัวเรือนไทย
แต่อย่าเพิ่งตกใจครับ ไทยไม่ใช่แชมป์โลกหนี้ครัวเรือน เพราะประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงๆส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้ว
สวิตเซอร์แลนด์ เป็นแชมป์มาหลายปีซ้อน แต่โดยโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แข็งแรง หนี้ครัวเรือนของสวิตเซอร์แลนด์ก็ยังไม่ใช่ปัญหาที่วิกฤต
รายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่าหนี้ครัวเรือนของไทยเราเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะจากการศึกษาข้อมูลสินเชื่อจากเครดิตบูโรของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ ชี้ให้เห็นว่า หนี้ครัวเรือนของไทยเกือบ ๗๐% เป็นหนี้ประเภทที่อาจไม่สร้างรายได้ในอนาคต
เช่นสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต ซึ่งใช้เพื่ออุปโภคบริโภคแล้วหมดไป จึงไม่ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ยังเป็นหนี้ที่มีภาระผ่อนต่อเดือนสูง เพราะมีระยะผ่อนสั้นแต่ดอกเบี้ยสูง
ในทางกลับกัน คนไทยมีหนี้บ้าน ซึ่งเป็นหนึ่งในหนี้ที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคง ในสัดส่วนเพียง ๓๕% ของมูลค่าหนี้ทั้งหมด ซึ่งต่ำกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีใกล้เคียงกับไทย เช่น ญี่ปุ่น ๖๒% และสหรัฐอเมริกา ๗๓% ค่อนข้างมาก
ที่น่ากังวลมากไปกว่านั้นคือ ๑ ใน ๕ ของคนไทย ประมาณ ๕.๘ ล้านคน ที่เป็นหนี้ มีความเสี่ยงที่กำลังจะมีหนี้เสีย
โดยเฉพาะคนที่อายุ ๒๐-๓๕ ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่เพิ่งเริ่มทำงาน คิดเป็น ๑ ใน ๔ ของหนี้เสียทั้งหมด
และไทยยังมีกลุ่มเปราะบางที่สุ่มเสี่ยงจะชำระหนี้ไม่ได้ เช่นกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ด้วยภาระหนี้ที่สูงถึง ๔๐% ของรายได้
ที่สำคัญปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยยังถูกซ้ำเติมจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำต่อเนื่อง จากผลของปัญหาเชิงโครงสร้าง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคมสูงวัย คุณภาพแรงงาน
การแก้ปัญหาจึงมีความซับซ้อนอย่างมาก คล้ายกับปัญหางูกินหาง
ปัญหาหนี้ครัวเรือนไม่มีมาตรการหรือนโยบายที่เป็นสูตรสำเร็จในการแก้ไข ยิ่งมาเจอภาวะสงคราม ราคาน้ำมันแพงการแก้ปัญหาก็ยิ่งยากเข้าไปอีก
สิ่งที่รัฐบาลอนุทินต้องทำในตอนนี้คือเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้ได้
สัก ๔-๕% ถือว่าหรูเลยครับ
การเร่งทำ FTA เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น
งบประมาณ ๒๕๗๐ การลงทุนภาครัฐ ก็ช่วยได้ระดับหนึ่ง
งานนี้งานยากครับ แต่ถ้าแก้ได้รัฐบาลอยู่ยาว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สว.สีส้ม
เรื่องฮั้ว สว.ยิ่งกว่าหนังยาว ไม่จบง่ายๆ ครับ นี่...เรารู้จัก สว.สีน้ำเงินไปแล้ว ยังมี สว.กลุ่มอื่นๆ เช่น สว.พันธุ์ใหม่ แต่ตอนนี้ถกเถียงกันว่า แล้ว สว.สีส้มมีหรือเปล่า
AI จะล้างเผ่าพันธุ์
ครับ...ตามประสาคนไม่ค่อยจะรู้เรื่อง AI เลยต้องตามอ่านเรื่อง AI ไปทั่ว อ่านจากเพจเฟซบุ๊ก ฟังจากพอดแคสต์ ดูจากยูทูบ
ฮั้ว สว.แค่ทางผ่าน
ผลพวงคดีฮั้ว สว. มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ฟังๆ ดูแล้วสยองอยู่เหมือนกันครับ โดยเฉพาะคนที่เป็นโจทก์ เป็นจำเลย ต้องขึ้นโรงขึ้นศาล
พยานปากเอก
หลากอารมณ์... วานนี้ (๑๔ กันยายน) กกต.ที่ย่อมาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ลงมติคดีฮั้ว สว.
เพี้ยน!
เจอเรื่องประหลาดครับ ตรรกะของนักการเมือง บางทีก็หาเหตุผลมาจับยากมาก เพราะมันไม่มีเหตุผล เป็นแค่ความต้องการ ณ ช่วงเวลานั้นๆ
'กกตหค.'
ควันหลงอภิปรายร่างกฎหมายงบประมาณ เห็นแชร์กันในโซเชียล น้อยกว่าสมีโชติหน่อยหนึ่ง แต่น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือคำอภิปรายของ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน

