28 พ.ค.2569 - นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “เมื่อผู้ตรวจสอบ ถูกตรวจสอบเสียเอง: บทเรียนราคาแพงจากคดี “ปกปิดข้อมูลนาฬิกาหรู” กับรากฐานนิติรัฐไทย” ระบุว่า กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่สะเทือนแวดวงกระบวนการยุติธรรมไทยต้อนรับเช้าวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 เมื่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษา จำคุกอดีตบิ๊ก ป.ป.ช. คนละ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ “นาฬิกาหรู” แต่เป็นหมุดหมายสำคัญที่กำลังท้าทาย “หลักนิติรัฐ” และบทบาทขององค์กรอิสระในประเทศไทยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
คดีนี้ตัดสินเรื่องอะไร? (เข้าใจให้ถูกประเด็น)
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า ศาลกำลังตัดสินว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ มีความผิดเรื่องการยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จหรือไม่? แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เลย!
สิ่งที่ศาลพิจารณาในคดีนี้คือ พฤติการณ์ของอดีตกรรมการ ป.ป.ช. บางราย ที่ “จงใจไม่เปิดเผยข้อมูลข่าวสาร” ทั้งที่มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร และมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดของศาลปกครองสูงสุดสั่งให้เปิดเผยแล้ว คดีนี้จึงเปลี่ยนสถานะจากข้อพิพาทเรื่องเอกสาร กลายเป็น “คดีอาญาฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
ที่สำคัญ คดีนี้เป็นภาพสะท้อนของการปะทะกันทางกฎหมายระหว่าง “อำนาจในการรักษาความลับของสำนวนไต่สวน” กับ “หน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาล”
มุมมองฝั่ง ป.ป.ช.: พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 36 กำหนดให้ข้อมูลในชั้นไต่สวนเป็นความลับ และให้ ป.ป.ช. จำกัดการเปิดเผยข้อมูลที่อาจกระทบต่อรูปคดี พยาน หรือผู้ร้องเรียนได้ ดังนั้น ฝ่าย ป.ป.ช. จึงอาจมองว่า การใช้หมึกดำคาดแถบบางข้อความ เป็นการใช้ดุลพินิจตามกฎหมายเพื่อคุ้มครองข้อมูลลับ ไม่ใช่การตั้งใจฝ่าฝืนคำสั่งศาล
แต่ในมุมของศาล: หัวใจสำคัญที่ต้องชั่งน้ำหนักคือ เมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่า “ข้อมูลใดต้องเปิดเผย” หน่วยงานของรัฐยังจะสามารถอ้างมาตรา 36 เพื่อปฏิเสธไม่ทำตามคำพิพากษาได้อีกหรือไม่? และนี่เองคือการจุดชนวนที่ทำให้คดีนี้กลายเป็นประวัติศาสตร์
ย้อนรอยชนวนเหตุ: จาก “หมึกดำคาดทับ” สู่ข้อหา ม.157
เรื่องราวเริ่มจาก นายวีระ สมความคิด (โจทก์) ในฐานะประชาชนและนักเคลื่อนไหวต้านคอร์รัปชัน ได้ใช้สิทธิตามกฎหมายขอเอกสารสำนวนคดีนาฬิกาหรู 3 รายการจาก ป.ป.ช. ได้แก่:
1.รายงานการแสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด
2. ความเห็นของพนักงานเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทุกคนที่รับผิดชอบ
3. รายงานการประชุมของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้
แม้ศาลปกครองสูงสุดจะสั่งให้เปิดเผย และศาลปกครองกลางจะสั่งปรับ ป.ป.ช. ไปแล้วฐานเพิกเฉย แต่เมื่อ ป.ป.ช. ส่งเอกสารให้โจทก์ กลับส่ง “ไม่ครบถ้วน” แถมยังใช้ “แถบสีดำคาดทับข้อความ” เพื่อปกปิดข้อมูลสำคัญหลายส่วน
แน่นอนว่ากฎหมาย ป.ป.ช. (มาตรา 36, 37 และ 131-133) ถูกออกแบบมาเพื่อ “สร้างสมดุล” ระหว่าง ความโปร่งใสในการตรวจสอบ กับ การคุ้มครองพยานและกระบวนการไต่สวน แต่คำถามที่ลึกกว่านั้นคือ ขอบเขตของอำนาจปกปิดตามมาตรา 36 จะสิ้นสุดลงตรงไหน เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เปิดเผยแล้ว?
พลังภาคประชาชน และ คำพิพากษาศาลที่ไม่ใช่ “คำแนะนำ”
ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ขอถอนฟ้องนายปรีชา เลิศกมลมาศ (จำเลยที่ 4) โดยให้เหตุผลว่า ตรวจสอบแล้วพบว่าจำเลยได้พ้นจากตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. ก่อนช่วงเวลาที่ถูกกล่าวหา ศาลจึงอนุญาตให้ถอนฟ้อง
หลังจากนั้น ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีมีมูลความผิดและประทับฟ้องเฉพาะจำเลย 4 คน คือ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ (จำเลยที่ 3) ซึ่งเป็นอดีตประธาน ป.ป.ช. นางสาวสุภา ปิยะจิตติ (จำเลยที่ 7) นายวิทยา อาคมพิทักษ์ (จำเลยที่ 8) และนายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา (จำเลยที่ 11) ซึ่งเป็นอดีตกรรมการ ป.ป.ช. ส่วนจำเลยอีก 7 คน ศาลพิพากษายกฟ้อง
ก่อนวันสืบพยาน โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลย 2 คนคือ นายวิทยา และนายณัฐจักร ศาลอนุญาตให้ถอนฟ้อง จึงเหลือจำเลยเพียง 2 คนสุดท้าย ได้แก่ พล.ต.อ.วัชรพล และนางสาวสุภา
ในวันสืบพยาน โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่เหลือ 2 คน ศาลไม่อนุญาต (โดยให้ยกคำร้องขอถอนฟ้อง) เพราะคำร้องขอถอนฟ้องของของโจทก์ไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะ และอาจเกิดความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ
ส่วนในเนื้อหาของคดี ศาลวินิจฉัยตอนหนึ่งว่า:
“...โจทก์เป็นนักสิทธิมนุษยชนทำหน้าที่ช่วยเหลือราชการต้านภัยคอร์รัปชัน การที่โจทก์ขอข้อมูลข่าวสาร... ล้วนแต่เป็นไปเพื่อการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน... โจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรง... โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง...”
จุดนี้สำคัญมาก เพราะเป็นการ รับรองสิทธิของภาคประชาชน ในฐานะผู้ตรวจสอบอำนาจรัฐ และย้ำว่าสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารคือหัวใจของการต่อต้านคอร์รัปชัน
ท้ายที่สุด ศาลมองว่าจำเลยทั้งสองมีเจตนาเดียวคือมิให้โจทก์ได้รับข้อมูลข่าวสารมาตั้งแต่ต้น จึงเป็นการกระทำ “กรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท” พิพากษาลงโทษตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 3 ปี (ปัจจุบันจำเลยได้รับการประกันตัววงเงินคนละ 4 แสนบาท และห้ามออกนอกประเทศ)
ในระบอบประชาธิปไตย ไม่มีใครหรือองค์กรใดอยู่เหนือคำพิพากษาของศาล หากหน่วยงานของรัฐสามารถ “เลือก” ได้ว่าจะปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลหรือไม่ รากฐานกระบวนการยุติธรรมย่อมพังทลาย และหลักนิติรัฐก็จะไม่เหลือความศักดิ์สิทธิ์ใดๆ
อีกด้านของเหรียญ: เส้นแบ่งของการใช้ มาตรา 157
แม้สังคมจะขานรับคำพิพากษานี้ด้วยความยินดี แต่ในมุมกฎหมายก็มีข้อพึงระวัง เนื่องจาก มาตรา 157 มีบทลงโทษที่รุนแรง หากในอนาคตมีการตีความกว้างขวางเกินไป อาจเกิดภาวะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐ “หวาดกลัวจนไม่กล้าตัดสินใจทำงาน” เพราะเกรงกลัวความผิดทางอาญา
โดยเฉพาะในคดีที่ต้องใช้ “ดุลพินิจทางกฎหมาย” เช่น การตีความขอบเขตความลับตามมาตรา 36
นอกเหนือจากปัญหาในคดีนี้ที่มีความชัดเจนแล้วว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องปฏิบัติตามคำสั่งศาลปกครอง บรรทัดฐานที่ศาลชั้นอุทธรณ์และศาลฎีกาใคดีอาญา ควรลากเส้นแบ่ง เคลียร์ให้ชัดว่า อะไรคือ “ความเห็นทางกฎหมายที่ต่างกันโดยสุจริต” เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้เป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป
5 บทเรียนล้ำค่าสู่สังคมไทย
1.อำนาจต้องมาพร้อมการตรวจสอบ: ไม่มีองค์กรไหนมีสิทธิพิเศษที่จะโปร่งใสน้อยกว่าคนอื่น แม้แต่องค์กรที่มีหน้าที่จับผิดคนอื่นก็ตาม
2. ความโปร่งใสคือเกราะกำบัง: การเปิดเผยข้อมูลไม่ได้ทำลายสถาบัน ตรงกันข้าม มันคือสิ่งเดียวที่ช่วยรักษาความน่าเชื่อถือขององค์กรในระยะยาว
3. ความลับของรัฐต้องมี “ขอบเขต”: แม้กฎหมายจะให้สิทธิรักษาความลับ แต่เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด การอ้างความลับย่อมต้องยุติลง
4. คำสั่งศาลเด็ดขาดเสมอ: ทุกฝ่ายต้องเคารพกติกาเดียวกันเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายผ่านทางคำสั่งศาล
5. ประชาชนคือเจ้าของอำนาจ: พลังภาคประชาชนสามารถเอาผิดข้าราชการระดับสูงได้ หากประชาชนใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างเด็ดเดี่ยวและชอบธรรม
คำพิพากษาของศาลในวันนี้ ไม่เพียงแต่สร้างคำถามตัวโตๆ ว่า “องค์กรที่ทำหน้าที่จับผิดผู้อื่น จะแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมาได้อย่างไร?” แต่ยังส่งสัญญาณดังๆ ไปถึงผู้มีอำนาจว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปองค์กร ป.ป.ช. ทั้งระบบ ตั้งแต่คุณสมบัติ ที่มา อำนาจหน้าที่ กรอบเวลาในการไต่สวน ตลอดจนถึงกระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่ง เพื่อให้สมกับเป็นองค์กรปราบโกงที่ประชาชนไว้วางใจได้อย่างแท้จริง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘วัส’ ชี้ปรากฏการณ์รัฐประหารโดยพลเรือน ทำประชาธิปไตยอ่อนแอ
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความระบุว่า จาก "เขากระโดง" ถึง "บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง": เจาะลึกสภาวะ State Capture และปรากฏการณ์ "รัฐประหารโดยพลเรือน" ในสังคมไทย
ที่แท้บันเทิงธิปไตย! 'โรม' ใช้ตีกิน 'กองทัพ-กอ.รมน.' มา 8 ปี
นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า "บันเทิงธิปไตย“ นี่คือกลยุทธที่เรียกกองทัพ และ กอ.รมน. ไป "หลอกรับประทาน" มา 8 ปี ของนายรังสิมันต์ โรม ใช่หรือไม่?
'วัส' วิเคราะห์ปมร้อนให้จับตาประชุม กสทช.วันนี้
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
'วัส' เจาะลึกคำแสลงใจสภาสูงที่ทำให้ 'สว.กอบ' ยื่นสอบ กกต.
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสวิเคราะห์เจาะลึกปม 'หมอสรณ' ดื้อแพ่งนัดประชุม กสทช.ขัดคำสั่งศาล
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา
ดร.ธารินี สะท้อน ตอนนี้สิ่งที่ทำให้ประเทศไทยเปียกปอนสุด ไม่ใช่น้ำฝน เป็นน้ำลายที่สาดใส่กันไปมา
เวลาเห็นน้ำท่วมจังหวัดอื่น หลายคนถามหา สส. ในพื้นที่ ถามหา สจ. ถามหา อบต. ว่าอยู่ไหน ทำอะไรให้ชาวบ้านบ้าง แต่พอเป็นกรุงเทพฯ ทำไมบางคนข้ามผู้บริหารเมือง ข้ามสำนักงานเขต แล้วด่ารัฐบาลกันฉ่ำ

