'ศึกสุรพล' วันที่ 'ค่ายส้ม' รบกันหนักกว่ารบคู่แข่ง!

การดึง “สุรพล นิติไกรพจน์” เข้ามาเป็น ประธานที่ปรึกษาแคนดิเดตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครของพรรคประชาชน เดินเลยคำว่าข่าวการแต่งตั้งบุคลากรธรรมดาไปไกลแล้ว ปฏิกิริยาหลังจากนั้นกลายเป็นระเบิดเวลารอบใหม่ เพราะเสียงวิจารณ์แหลมคมไม่ได้มาจากคู่แข่งหรือฝ่ายตรงข้าม แต่มาจากเนื้อในของผู้สนับสนุนที่เคยร่วมกอดคอต่อสู้กันมา เป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่าพรรคกำลังเจอศึกในที่รุนแรงกว่าศึกนอก

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้กำลังบีบให้ “ค่ายส้ม” ทั้งขบวนการ ตั้งแต่นักกิจกรรม นักวิชาการ อินฟลูเอนเซอร์ ไปจนถึงมวลชน ต้องหันกลับมาตั้งคำถามต่อกันเองอย่างรุนแรง ที่ผ่านมาเป้าหมายใหญ่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม ทำให้ทุกคนยอมเก็บความเห็นต่างไว้ใต้พรม แต่กรณีของสุรพล กลับกระชากพรมผืนนั้นออก แล้วตีแผ่ปัญหาที่ซุกซ่อนออกมากลางห้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เป้าหมายของการปะทะครั้งนี้แทบไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล เพราะต่อให้เปลี่ยนเป็นชื่ออื่น ความขัดแย้งเชิงหลักการแบบนี้ก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดี มันคือการปะทะกันระหว่างนิยามคำว่า “อุดมการณ์” กับ “แนวร่วม” ที่แต่ละฝ่ายมองไม่เคยเหมือนกันมาตั้งแต่วันแรก เมื่อพรรคตัดสินใจเปิดประตูรับบุคคลที่ประวัติทางการเมืองขัดใจฐานเสียง คำถามค้างคาใจจึงถูกพ่นออกมาทันที

กลุ่มคนที่เชียร์การขยายแนวร่วม กำลังโดนบีบให้ตอบว่าเพดานของการเปิดรับคนเคยอยู่ฝั่งตรงข้ามอยู่ตรงไหน ขณะที่ฝั่งที่กอดอุดมการณ์แน่น ก็โดนต้อนให้ตอบเช่นกันว่า ถ้าไม่ยอมเปิดใจให้คนที่เปลี่ยนความคิดเลย การเติบโตและการเรียนรู้ทางการเมืองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร โจทย์นี้ใหญ่กว่าชื่อสุรพล และเป็นเหตุผลว่าทำไมศึกนี้จึงเดือดกว่าการรบกับศัตรูทางการเมือง

ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการตัดสินใจดึงสุรพลเข้ามาเป็นที่ปรึกษา ชี้แจงชัดเจนว่าการเมืองไม่ใช่โรงเจที่จะคัดแต่นักบุญมาทำงาน แต่คือการรวบรวมคนมีความสามารถที่มีจุดหมายตรงกันในปัจจุบันเพื่อขับเคลื่อนนโยบาย มุมมองนี้เลือกที่จะตัดอดีตออกไปแล้วโฟกัสที่ปัจจุบัน ถ้าคนคนหนึ่งเปลี่ยนความคิดและยอมรับบทเรียนแล้ว สังคมก็ควรให้พื้นที่ทำงาน ตรรกะนี้ฟังดูดีในแง่มุมพัฒนาการของมนุษย์

แต่ในความเป็นจริงทางการเมือง ตรรกะนี้สวนทางกับพฤติกรรมที่ผ่านมาของค่ายส้ม เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา ขบวนการนี้เติบโตและขับเคลื่อนด้วยการขุดอดีต ย้อนคำพูดรื้อประวัติศาสตร์ของฝั่งตรงข้ามเพื่อลดความน่าเชื่อถือมาโดยตลอด เมื่อวันหนึ่งหันมาบอกว่าอดีตไม่สำคัญในกรณีนี้ จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกประณามว่า “เลือกปฏิบัติ” เฉพาะเคสที่เอื้อประโยชน์ต่อพรรคตัวเอง

ข้ออ้างเรื่องการสร้างแนวร่วมเพื่อเติบโตและเป็นรัฐบาลเป็นเรื่องปกติในสากลโลก แต่ขอบเขตของแนวร่วมในความหมายของพรรคประชาชนกลับไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ว่าจุดไหนคือการขยายฐาน และจุดไหนคือการยอมแลกศักดิ์ศรีและตัวตนจนเกินไป

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีบทเรียนมากมายเกี่ยวกับการจับมือเฉพาะกิจเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้น แต่ทิ้งความเจ็บปวดระยะยาวไว้ให้ผู้สนับสนุน กรณีนี้จึงเป็นข้อสอบไฟนอลที่ค่ายส้มต้องตอบแฟนคลับให้เคลียร์ ระหว่างความชัดเจนของจุดยืนกับการขยายฐานอำนาจ เส้นแบ่งที่แท้จริงอยู่ตรงไหนกันแน่

ในขณะที่ฝ่ายเห็นด้วยกับการดึงสุรพลมาเป็นที่ปรึกษาตอบคำถามไม่ได้ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ตกอยู่ในสถานะที่อึกอักเช่นกัน เหตุผลหลักของฝั่งค้านคือ อดีตทางการเมืองไม่ใช่เรื่องที่จะลบกระดานกันง่ายๆ เพราะการกระทำในอดีตส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประเทศและชีวิตผู้คนจริง การจำอดีตจึงไม่ใช่ความแค้น แต่คือการป้องปรามไม่ให้สังคมเดินย่ำรอยแผลเดิม

แต่ปัญหาคือถ้า “สุดโต่ง” กับตรรกะนี้เกินไป ฝ่ายค้านจะเจอกระจกเงาสะท้อนความย้อนแย้งของตัวเองทันที เพราะค่ายส้มคือกลุ่มคนที่เรียกร้องสังคมเปิดกว้างและเชื่อในเรื่องสิทธิและการเรียนรู้ของมนุษย์มาโดยตลอด แต่พอเจอสถานการณ์จริง ความเชื่อเชิงทฤษฎีกับการยอมรับคนที่เราเคยเกลียดในทางปฏิบัติ กลับสวนทางกันโดยสิ้นเชิง

หากบุคคลคนหนึ่งเปลี่ยนจุดยืนจริง ยอมรับความผิดพลาดในอดีต แต่สังคมกลับไม่เหลือพื้นที่ยืนให้เขาเลย ตรรกะของฝ่ายค้านก็เท่ากับกำลังตราหน้าว่าคนเราไม่มีสิทธิ์กลับตัวกลับใจ และประวัติในอดีตคือคำตัดสินสุดท้ายตลอดไป จุดปะทะตรงนี้เองที่ทำให้อารมณ์ของทั้งสองฝ่ายเดือดทะลุปรอท ฝ่ายหนึ่งกลัวสังคมลืมอดีต แต่อีกฝ่ายกลัวสังคมจมปลักกับอดีตจนขยับไปสู่อนาคตไม่ได้

หากมองทะลุความขัดแย้ง จะเห็นว่ากรณีสุรพล เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของคำถามชุดใหญ่ที่ซุกซ่อนในค่ายส้มมานาน ประเด็นหลักสลัดเรื่องการประชันว่าใครรักประชาธิปไตยหรือมีอุดมการณ์มากกว่ากันไปได้เลย แต่มันพุ่งเป้าไปที่ความจริงใจในการจัดการกับ “อดีตทางการเมือง” ของผู้คน

ค่ายส้มโตมาจากการวิพากษ์ระบอบเก่า ผลพวงรัฐประหาร และวัฒนธรรมการเมืองแบบเดิม แต่เมื่อพรรคขยายใหญ่ขึ้นจนต้องการเป็นรัฐบาลและต้องการบริหารเมืองขนาดใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร โจทย์การเมืองย่อมซับซ้อนขึ้นตาม พรรคจะยอมแช่แข็งตัวเองอยู่กับฐานเสียงเดิม หรือจำเป็นต้องทลายกำแพงเพื่อหาเสียงกลุ่มใหม่

การขยายแนวร่วมดูดีในตำรา แต่พอชีวิตจริงแนวร่วมนั้นมีประวัติที่กรีดใจฐานเสียงเดิม ความเป็นเอกภาพย่อมพังทลาย ถ้าเลือกจะรักษาความบริสุทธิ์ของจุดยืนอย่างเคร่งครัด พรรคก็ต้องยอมรับสภาพว่าจะเปิดใจรับคนที่เปลี่ยนความคิดเข้ามาได้ยาก ฝ่ายที่เห็นด้วยต้องบอกกติกาให้ชัดว่าเกณฑ์วัดการเปลี่ยนความคิดของคนคืออะไร

ขณะที่ฝ่ายค้านก็ต้องตอบเช่นกันว่า ถ้าปฏิเสธทุกคนที่มีมลทินในอดีต สังคมจะเหลือพื้นที่สำหรับการกลับตัวกลับใจตรงไหน เรื่องราวทั้งหมดจึงสะท้อนการหาจุดสมดุลระหว่าง “การจดจำอดีต” กับ “การเปิดประตูสู่อนาคต” ที่สังคมไทยต้องเผชิญหน้าและหาคำตอบ

กรณีสุรพล มีความต่างจากความเห็นเห็นแย้งในอดีต ตรงที่รอยร้าวครั้งนี้ถูกเปิดแผลต่อหน้าสาธารณชนจนไม่สามารถปิดได้มิด ที่ผ่านมา ค่ายส้มคุ้นชินกับการเป็นผู้ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น ทั้งพรรคคู่แข่งและโครงสร้างอำนาจ แต่รอบนี้ปืนเล็งกลับเข้าหาตัวเอง เพราะคำถามแหลมคมทั้งหมดมาจากคนที่เคยร่วมอุดมการณ์และเคยสนับสนุนกันมา

เมื่อคนกันเองตั้งคำถาม การตอบคำถามจึงต้องใช้ความจริงใจมากกว่าเดิม สูตรสำเร็จแบบเดิมๆ ที่คอยโยนให้เป็นเรื่องการโจมตีจากไอโอหรือฝั่งตรงข้ามเอามาใช้ไม่ได้อีกแล้ว ปรากฏการณ์นี้คือสัญญาณเตือนว่า ค่ายส้มกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “ขบวนการอุดมการณ์บริสุทธิ์” ไปสู่ “พื้นที่การเมืองที่หลากหลาย” ซึ่งเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเจอความเห็นต่างที่รุนแรงขึ้น

ในอดีต ศัตรูร่วมอาจทำให้ทุกคนสามัคคีและมองข้ามความขัดแย้งไปได้ แต่เมื่อพรรคเติบโตขึ้น โจทย์ที่ยากที่สุดกลับกลายเป็นการบริหารจัดการคนในบ้านที่มีความเชื่อต่างกันให้อยู่ร่วมกันได้ จะขยายแนวร่วมอย่างไรไม่ให้คนเก่ารู้สึกถูกหักหลัง และจะรักษาจุดยืนอย่างไรไม่ให้กลายเป็นการปิดประตูขังตัวเอง

ฉากจบของศึกสุรพลในวันนี้อาจไม่มีใครเป็นผู้ชนะที่ชัดเจน แต่มันพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า โจทย์ยากที่สุดของค่ายส้มวันนี้ พ้นจากเรื่องวิธีโค่นล้มหรือเอาชนะคู่แข่งทางการเมือง ไปสู่การหาทางตอบคำถามคนกันเองที่เคยเดินร่วมทางมาต่างหาก.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส้มขยาด! ไม่แตะ 30 บาท ดันปฎิรูป สปสช.ให้มีส่วนร่วมมากขึ้น

'เท้ง' ย้ำ 'ปชน.' ไม่มีแนวคิดล้มโครงการ 30 บาท ยัน หนุนแก้กม.บัตรทองเพื่อความยั่งยืน-ไม่ลดสิทธิปชช.-ไม่เพิ่มภาระผู้ป่วย พร้อมดันปฏิรูป สปสช. ให้ภาคประชาชน-ผู้ให้บริการมีส่วนร่วมมากขึ้น

ดร.ณัฏฐ์ ซัดเกมเปิดรายชื่อคดีฮั้ว สว.ก่อน หวังทำลายความน่าเชื่อถือ กกต.

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้  “คดีฮั้ว สว.” เทคนิค “เปิดเผยรายชื่อ-ขู่ปล่อยเอกสารลับในสำนวนคดี” มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของ กกต.และผู้ถูกกล่าวหา โดย กกต.ยังไม่ชี้ขาด มุ่งโจมตีทางการเมือง

ภัทรพงศ์ รมช.คมนาคม เดินหน้ายกระดับไทยสู่ World-Class Aviation Hub

กระทรวงคมนาคม คือกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีหนึ่งในรัฐมนตรีของกระทรวงคมนาคมที่น่าสนใจ เพราะเป็น สส.เพียงแค่ 2 สมัย

'ธนพร' ซัด 'ไอติม - iLaw' ย้อนแย้ง ไล่ถล่มคดีฮั้ว สว. ทั้งที่เคยจัดทีม–เช่าสถานที่รวมผู้สมัคร

ดร.ธนพร ศรียากูล นักวิชาการและนักวิเคราะห์การเมือง วิจารณ์การเคลื่อนไหวของ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน

'ศุภชัย' ตอกกลับ 'ธนาธร-iLaw' จัดงาน พบปะผู้สมัคร สว.ประชาชน ถามแบบนี้เรียกฮั้วสว.หรือไม่

เพจเฟซบุ๊ก นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย สส.พรรคภูมิใจไทย โพสต์ข้อความแนบลิงค์ จักรวาลด้อมส้ม โพสต์ตั้ง

'ไอติม' ปล่อยคลิปใหม่ อ้างเห็นหน้าชัด 100% คนยื่นโพยให้ กกต. คือ 'มงคล' ประธานวุฒิสภา

“ไอติม พริษฐ์”  เปิดคลิปใหม่ อ้างเป็นหลักฐานเห็นใบหน้าชัดเจน ยืนยันผู้สมัคร สว. ที่ยื่นกระดาษคล้ายโพยให้เจ้าหน้าที่ กกต. ระหว่างการเลือก สว. ระดับประเทศ คือ “มงคล สุระสัจจะ”  ประธานวุฒิสภา พร้อมตั้งข้อสังเกตการไม่ตอบคำถามของเจ้าตัวเป็น “คำตอบแบบหนึ่ง”