'ไชยชนก ชิดชอบ' กับโปรเจ็กต์ 'AI ขั้นเทพ' ที่หรูหราจนคนขับ Toyota เข้าไม่ถึง

จู่ๆ โลกออนไลน์ก็เดือดปูดขึ้นมาทันที หลังจบการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ “ไชยชนก ชิดชอบ” สส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ลุกขึ้นชี้แจงโครงการของกระทรวง ในวาระพิจารณากระทู้ถามสดเมื่อวัน 28 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งแม้ว่าจะผ่านพ้นมาหลายวันแล้ว แต่เรื่องนี้ก็ยังคงเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนและถูกแชร์ต่อกันไม่หยุดในโลกโซเชียล

ชนวนเหตุมาจากลีลาการตอบคำถามของรัฐมนตรีหนุ่มคนนี้ ที่จุดชนวนให้ชาวเน็ตหยิบยกมาทัวร์ลงกันอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์ โดยเฉพาะช็อตสวนกลับ “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” จากพรรคประชาชน ที่ลุกขึ้นตั้งกระทู้ถามสดจี้ให้กระทรวงดีอีชะลอโครงการแจกสิทธิ์ใช้งานระบบปัญญาประดิษฐ์ระดับโปรฟรี 5 ล้านคน มูลค่าสูงถึง 1,621 ล้านบาท

แทนที่จะเลือกใช้คำอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจง่ายๆ รัฐมนตรีไชยชนกกลับเลือกใช้ศัพท์เทคนิคและคำบริหารธุรกิจของต่างประเทศมาอธิบายหนุนนโยบายปั้น AI ขั้นเทพเป็นชุด ไม่ว่าจะเป็น "productivity", "adopt", "gap", "subscription-based" ยัน "token-based" เล่นเอาคนฟังทางบ้านเกาหัวแกรก

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เจ้าตัวดันเปิดประโยคแรกในช่วงหนึ่งของการชี้แจงกลางสภาแบบหักหน้าฝ่ายค้านว่า “ผมไม่คิดว่าผมจะต้องมาอธิบายเรื่องพื้นฐานอย่าง AI Pro กับ ฟรี ใช้งานต่างกันอย่างไร...” แถมยังย้ำความรู้สึกประหลาดใจในช่วงท้ายของการชี้แจงคำช่วงนั้นซ้ำอีกรอบว่า “ไม่นึกจริงๆ ว่าต้องมาอธิบาย”

การชี้แจงเช่นนี้ มีหรือชาวเน็ตจะยอมปล่อยผ่าน ศัพท์แสง “ไทยคำอังกฤษคำ” ที่พกมาเลยโดนคนบนโลกออนไลน์ขุดมาพูดถึงไม่เว้นแต่ละวัน มีการทำภาพกราฟิกหยิบยกคำพูดมาแซวกันว่อนโซเชียลมีเดีย สะท้อนมุมมองต่อความล้ำของนโยบายที่ดูเหมือนตั้งใจจะปั้นให้หรูหราระดับซูเปอร์คาร์แต่กลับอยู่ไกลตัวชาวบ้าน

ที่กลายเป็นไวรัลสะดุดตาและตอกย้ำภาพความหรูหราเกินเอื้อมนี้คือคอมเมนต์ที่บอกว่า "ท่านพูดได้ Toyota มากครับ ผมรู้สึก Honda จน Benz มองเห็นถึงอนาคต ประเทศของเราต้อง Lamborghini แน่นอน" เป็นการสะท้อนมุมมองเนียนๆ ว่าโครงการ AI ขั้นเทพที่รัฐมนตรีหยิบยกมาพรีเซนต์นั้น มันหรูหราอลังการเกินกว่าที่ชาวบ้านร้านตลาดที่ขับรถใช้งานทั่วไปและกำลังเผชิญปัญหาปากท้องจะเข้าถึงได้จริงๆ

หันไปดูคอมเมนต์ในโลกออนไลน์ ชาวเน็ตตั้งข้อสังเกตตรงกันจุดหนึ่งว่า รัฐมนตรีอาจจะลืมปรับเปลี่ยนวิธีการสื่อสารให้เข้ากับผู้ฟัง เพราะนี่ไม่ใช่ห้องประชุมบอร์ดบริหารบริษัทเอกชน ไม่ใช่เวทีสตาร์ตอัปมาชิงเงินทุน และไม่ใช่การไปยืนพรีเซนต์งานรถหรูให้หุ้นส่วนต่างชาติ

แต่ที่นี่คือสภา และคนฟังคือตัวแทนของชาวบ้าน ตัวแทนของประชาชนผู้เสียภาษี การเอาศัพท์แสงยากๆ มาตั้งรอยแยกทางความเข้าใจใส่คนฟัง นอกจากจะดูไม่สลัดคราบนิยมตะวันตกแล้ว ยังทำให้ประเด็นตรวจสอบเรื่องงบประมาณถูกเบี่ยงเบน กลายเป็นการสร้าง “ชนชั้นทางการสื่อสาร” ไปโดยไม่ตั้งใจ

ชาวบ้านเขาแค่อยากได้คำตอบง่ายๆ ว่า ทำไมต้องควักเงินตั้ง 1,621 ล้านบาทไปแจกสิทธิ์ AI ขั้นเทพ? ทำไมต้องจ่ายเงินล่วงหน้าเต็มจำนวน? แล้วทำไมไม่สร้างระบบของรัฐเอง? แต่พอมารเจอคำชี้แจงแบบล้ำโลกขนาดนี้ คนเลยต้องมานั่งตั้งคำถามชวนงงแทนว่า “ตกลงมันหมายถึงอะไรกันแน่”

มันตลกร้ายตรงที่ แก่นของโครงการ “TH-AI Passport” อ้างว่าทำเพื่อลดช่องว่างทางดิจิทัลให้ชาวบ้านเข้าถึงเทคโนโลยี แต่ลีลาการชี้แจงในสภาของตัวรัฐมนตรีกลับสร้าง “ช่องว่างทางความเข้าใจ” ผลักให้คนในสังคมที่อยากรู้เรื่องภาษีหลุดกระเด็นออกจากการตรวจสอบนโยบายสุดหรูนี้ไปโดยปริยาย

ขนาดผู้ใหญ่อย่าง “อาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล” วิปัสสนาจารย์ชื่อดังและผู้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต ยังให้ความสนใจและออกมาโพสต์เฟซบุ๊กสะท้อนตรงๆ ว่า ที่ชาวบ้านเขาบ่นเรื่องรัฐมนตรีไชยชนกพูดไม่รู้เรื่องน่ะมันเรื่องจริง เพราะตอนนี้คุณคือรัฐมนตรีที่มีหน้าที่ต้องสื่อสารกับคนไทย 66 ล้านคน ไม่ใช่พนักงานบริษัทเอกชนกุมบังเหียนกันเอง
.
“อาจารย์อัจฉราวดี” มองลึกไปถึงค่านิยมสังคมไทยที่นิยมส่งลูกเรียนอินเตอร์จนลืมรากเหง้า ปล่อยให้ภาษาไทยกลายเป็นภาษารองในระบบความคิด ซึ่งการสื่อสารแบบครึ่งๆ กลางๆ แบบนี้ สุดท้ายมันจะย้อนกลับมาสร้างความโดดเดี่ยวให้ตัวผู้นำเอง

“ต้องเรียนภาษาไทยมาใหม่ จึงจะเหมาะสมกับการอยู่ในตำแหน่ง รมว.ของไทย ตรงกับที่เพิ่งท้วงไปถึงคนที่ชอบส่งลูกเรียนอินเตอร์ตั้งแต่เด็ก จนภาษาไทยกลายเป็นรอง การสื่อสารจึงเป็นแบบนี้ การมีฐานภาษาไทยแน่นไม่ได้ทำให้ความรู้ด้านวิชาการหายไป อย่าทำให้ภาษาแผ่นดินแม่กลายเป็นภาษารอง”

ถ้าตัดเรื่องลีลาไทยคำอังกฤษคำออกไป แล้วมาแกะปมคาใจเรื่องโครงการ “TH-AI Passport” จริงๆ คงไม่มีใครปฏิเสธว่า AI มันไม่จำเป็น ทุกคนรู้ว่าโลกมันเปลี่ยน แต่คำถามที่ชาวเน็ตและสังคมคาใจคือ รัฐกำลังเอาเงินก้อนโตไปสร้างฐานรากให้ประเทศจริงๆ หรือแค่เอาเงินไปซื้อสิทธิ์ใช้งาน AI ระดับโปรชั่วคราวมาแจกให้จบไปเป็นปีๆ

ฝ่ายค้านเขาแกะตัวเลขออกมาให้ดูชัดๆ ว่า โครงการนี้ควักเงินจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลฯ (DE Fund) มาซื้อสิทธิ์ใช้งานระบบระดับโปร ตกหัวละ 324 บาทต่อปี ทั้งที่ระบบพวกนี้เวอร์ชันฟรีก็มีให้คนขับ Toyota หรือคนเดินถนนทั่วไปได้กดใช้ทั่วไป ส่วนพวกสตาร์ตอัปหรือไอทีตัวจริง เขาก็ต้องการระบบเชื่อมต่อเชิงลึก ไม่ใช่บัญชีสำเร็จรูปดาดๆ แบบนี้

เรื่องนี้เป็นคำถามเชิงนโยบายระดับชาติที่ไชยชนกต้องตอบให้เคลียร์ ว่าไอ้การแจกสิทธิ์สมาชิกรายปีเนี่ย มันจะไปเพิ่มผลผลิตให้ประเทศท่าไหน? วัดผลยังไง? แล้วพอครบปีสิทธิ์หมดอายุ ประเทศไทยเหลือทักษะหรือระบบอะไรเป็นชิ้นเป็นอันไว้บ้าง?

หากยังตอบข้อสงสัยนี้ไม่ได้ คำหรูๆ อย่าง "ระบบนิเวศทางเทคโนโลยี" ที่เอามาอ้างในสภา ก็เป็นได้แค่คำเท่ๆ ที่เอาไว้ใช้คลุมโครงการราคาแพง โดยไม่มีอะไรการันตีเลยว่าเงินภาษีของประชาชนจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าจริงไหม

แถมสิ่งที่ไชยชนกเลี่ยงไม่ได้เลยคือ ข้อสงสัยจากฝ่ายค้านซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนในการตรวจสอบเรื่องกระบวนการคัดเลือกบริษัทเข้ามารับงาน ว่ามีข้อจำกัดหรือเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนรายไหนหรือเปล่า เรื่องนี้หน่วยงานตรวจสอบคงต้องเข้ามาดูให้เห็นข้อเท็จจริง เพราะในฐานะรัฐมนตรี หน้าที่คือต้องกล้าเปิดเผยและพร้อมตอบทุกข้อกังขาจากสังคมอย่างตรงไปตรงมา

พูดกันตามตรง การที่คนรุ่นใหม่คนหนึ่งจะก้าวขึ้นเป็นเลขาธิการพรรคแกนนำรัฐบาล และคว้าเก้าอี้รัฐมนตรีมาครองตั้งแต่อายุยังน้อย ปฏิเสธไม่ได้ว่าย่อมมีบารมีของบิดาอย่าง “เนวิน ชิดชอบ” ผู้ทรงอิทธิพลแห่งบุรีรัมย์คอยเป็นแรงส่งสำคัญ สถานะของเขาจึงถูกสังคมมองในฐานะทายาททางการเมืองที่ได้รับโอกาสเหนือกว่าคนอื่นในสังคม

การเติบโตมาใต้ร่มเงาตระกูลดัง มันเป็นข้อได้เปรียบตอนเริ่มต้นเพราะนามสกุลเป็นใบเบิกทางชั้นดี แต่ในทางกลับกัน มันคือความกดดันที่สลัดไม่หลุด เพราะทุกย่างก้าวและทุกความผิดพลาดจะถูกสังคมเพ่งเล็งเป็นสองเท่า สายตาชาวเน็ตจะจับจ้องทันทีว่า ที่ได้ดีคราวนี้เพราะฝีมือตัวเองจริงๆ หรือมีปัจจัยอื่นช่วยดันหลัง

พอรัฐมนตรีหนุ่มแสดงท่าทีเริ่มต้นในช่วงหนึ่งของการชี้แจงในสภาด้วยความมั่นอกมั่นใจจนเกินงาม ทำเหมือนคำถามของสังคมเป็นเรื่องพื้นฐานที่ไม่จำเป็นต้องอธิบาย มันเลยกลายเป็นการเพิ่มกระแสวิจารณ์ในโลกออนไลน์ให้พุ่งปรี๊ดขึ้นมา เพราะประชาชนรู้สึกว่าผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงกำลังมองข้ามความใส่ใจต่อเงินภาษีในกระเป๋าของพวกเขา

เสียงสะท้อนที่ถาโถมเข้าใส่ครั้งนี้ ควรเป็นบทเรียนสำคัญให้ “ไชยชนก ชิดชอบ” ได้กลับมาทบทวนบทบาทของตนเอง เก้าอี้รัฐมนตรีไม่ใช่ตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทส่วนตัวที่จะสื่อสารอย่างไรก็ได้ แต่มันคือตำแหน่งทางการเมืองที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงต่อผลประโยชน์ของประชาชน

ถ้าคนเป็นรัฐมนตรียังเดินหน้าเข็นโครงการพันล้าน ท่ามกลางเสียงความคาใจที่ยังเคลียร์ไม่จบ แถมยังใช้ภาษาที่สร้างม่านหมอกทางการสื่อสารแยกตัวเองออกจากชาวบ้าน ความศรัทธาที่สังคมมีให้อาจจะยิ่งลดน้อยถอยลง

คิดจะให้คนเชื่อมั่นในนโยบายเทคโนโลยี สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่การโชว์สกิลพูดภาษาต่างประเทศให้ดูล้ำโลก หรือพยายามเข็น AI ขั้นเทพราคาแพงระยับมาอวด แต่คือการตอบคำถามพื้นๆ ของชาวบ้านให้เคลียร์ก่อนว่า เงินพันกว่าล้านเอาไปใช้คุ้มไหม และประเทศได้อะไรกลับมา

เพราะในโลกของความเป็นจริง ทัศนคติของตัว “ไชยชนก” เองในช่วงชี้แจงในสภานั้น ที่มองว่าคำถามของสังคมเป็นเรื่องพื้นฐานจนไม่ยากเสียเวลาอธิบาย ย่อมนำมาซึ่งความเคลือบแคลงสงสัย

และตราบใดที่ในฐานะรัฐมนตรี ตัวเขายังแยกไม่ออกระหว่างการบริหารงานส่วนตัวกับการแบกรับผิดชอบเงินภาษีของแผ่นดิน เสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ถาโถมเข้าใส่รัฐมนตรีหนุ่มผู้นี้ ก็คงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของวิกฤตศรัทธาที่เจ้าตัวต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ อย่างไม่อาจปฏิเสธ.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'โรม' ได้กลิ่นทุจริต ปูดบริษัทน้ำมันเอี่ยวโครงการ TH-AI Passport 1.6 พันล้าน ส่อล็อกสเปก

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน รับหนังสือจากสมาคมส่งเสริมการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐภาคประชาชน โดยขอให้ตรวจสอบข้อมูลโครงการ TH-AI Passport

อ.อัจฉราวดี กระทุ้ง 'ไชยชนก' อย่าทิ้งภาษาแม่ พูดไทยปนอังกฤษ สื่อสารไม่รู้เรื่อง ต้องไปเรียนภาษาไทยมาใหม่

อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล วิปัสสนาจารย์ชื่อดัง ผู้ก่อตั้งมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า เห็นมีคนมาบ่นว่าไชยชนกพูดไม่รู้เรื่อง เห็นโพสต์ของเพจนี้เข้าใจเลยคือหากจะพูดขนาดนี้ในองค์กรเอกชนก็คงไม่มีใครว่า แต่นี่กำลังพูดในฐานะรัฐมนตรีที่ต้องสื่อสารกับคนไทย 66 ล้านคน มันไม่ได้ ต้องเรียนภาษาไทยมาใหม่ จึงจะเหมาะสมกับการอยู่ในตำแหน่งรมว.ของไทย

'ดร.อานนท์' เบรก TH AI Passport แนะมาสร้าง Gen AI แบบไทยแท้ๆ ที่ฝรั่งสู้เราไม่ได้

ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ อาจารย์ประจำคณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า

'สส.พรรคส้ม' คำนวณตัวเลข Thailand AI Passport อาจมีกำไรสูงถึง 1,119 ล้านบาท

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับ โครงการ Thailand AI Passport ภายใต้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ที่ใช้งบประมาณ1,621 ล้านบาท ว่า

ปมพิพาท เขากระโดง มหากาพย์-เรื่องยาว จบยาก

เรื่อง "มหากาพย์เขากระโดง บุรีรัมย์" กลับมาเป็นประเด็นการเมืองอีกครั้ง หลังเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา "พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย" บุกไปหน้าบ้านตระกูลชิดชอบ ที่ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการตรวจสอบที่ดินเขากระโดง จากนั้นได้เดินทางต่อไปยัง กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกล่าวหานายเนวิน-นางกรุณา ชิดชอบ และบุคคลอื่นที่บุกรุกครอบครองที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณเขากระโดง จ.บุรีรัมย์

ปชน. จี้ 'ไชยชนก' ล้มโครงการ TH-AI Passport หากไม่อยากให้ชื่อเสียงป่นปี้โดนคดี ป.ป.ช.

นางสาวรัชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงโครงการ TH-AI Passport ที่ใช้งบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท ว่า ตนคาดหวังอยากให้นายไชยชนก ชิดชอบ รมว. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (รมว.ดีอี) พับโครงการนี้ไปก่อนถึงแม้ว่าจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับผู้ชนะโครงการ แต่คุ้มค่าที่จะรักษาผลประโยชน์ก้อนใหญ่ให้กับประชาชนได้ จึงขอ ให้โครงการนี้โดยเร่งด่วน ซึ่งตัวนายไชยชนกมีอำนาจเต็มอยู่แล้ว