
ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโครงการจัดสรรเพื่อประชาชนในพื้นที่ป่าดงพะทาย จ.นครพนม จำนวน 220 ไร่ โดยมิชอบ พร้อมสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต ไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา
11 มิ.ย.2569 - ที่ศาลฎีกา สนามหลวง ศาลฎีกาอ่านคำพิพากาษาในคดี คมจ 2/2568 ระหว่าง คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม การทุจริตแห่งชาติ ผู้ร้อง นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภา ในคดีมาตรฐานจริยธรรม
คดีนี้ เมื่อวันที่ 17 ก.ย. 2568 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านขณะดำรงตำแหน่ง ส.ส. สมัยที่ 4 ตั้งแต่24 มี.ค.62-20 มี.ค.66ซึ่งเป็นขณะที่ มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการ ตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 มีผลใช้
บังคับ ผู้คัดค้านยึดถือ ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโครงการจัดที่ดินผืนใหญ่แปลงป่าดงพะทาย ตำบลพะทาย อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม รวม 40ใบจองเนื้อที่ 220 ไร่ มูลค่ าประมาณ 6.6 ล้านบาท อันเป็นการครอบครองและเข้าทำประโยชน์ต่อเนื่องมาตั้งแต่ผู้คัดค้านเข้าดำรงตำแหน่ง ส.ส. สมัยที่ 1 เมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2544 เรื่อยมา
โดยผู้คัดค้านไม่ได้เป็นบุคคลที่ได้รับใบจอง (น.ส. 2) และไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับจัดสรรที่ดินตามระเบียบว่าด้วยการจัดที่ดินประชาชน อันเป็นการกระทำที่ไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน อันทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง ส.ส.ขอให้พิพากษาว่าผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่เกินสิบปี ผู้คัดค้านให้การปฏิเสธ
ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาว่า ขณะที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติให้ไต่สวนกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 5 พ.ย.63 นั้น ผู้คัดค้านยังคงดำรงตำแหน่ง ส.ส.จังหวัดนครพนม วาระที่ 4 จึงมิใช่กรณีที่ผู้ถูกร้องหรือผู้ถูกกล่าวหาพ้นจากการเป็นเจ้าพนักงานของรัฐหรือพ้นจากตำแหน่งที่ถูกกล่าวหาไปแล้วเกิน5 ปีตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 55(3)
ทั้งข้อเท็จจริงยังปราฏว่า ตั้งแต่ผู้คัดค้านดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนมวาระที่ 1 ถึงวาระที่ 4 รวมถึง ตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สองนั้น ผู้คัดค้านยังคงถือครองที่ดินตลอดมาจนกระทั่งมีการกล่าวหาผู้คัดค้าน และคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติรับเรื่องไว้พิจารณา จึงเป็นการดำเนินการภายในระยะเวลาที่ผู้คัดค้านยังคงดำรงตำแหน่งทางการเมือง
มิใช่กรณีเป็นเรื่องที่ล่วงเลยมาแล้วเกิน10 ปีนับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันที่มีการกล่าวหานอกจากนี้มาตรา 51 วรรรคหก เป็นเพียงบทบัญญัติเกี่ยวกับระยะเวลาในการไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยเท่านั้น ไม่ใช่บทบัญญัติที่ตัดอำนาจในการไต่สวน ฉะนั้น แม้ล่วงพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ย่อมมีอำนาจไต่สวนได้ ผู้ร้องจึงมีอำนาจยื่นคำร้อง
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ฯหรือไม่ โดยวินิจฉัยว่าแม้ขณะที่ซื้อที่ดินตามคำร้อง ผู้คัดค้านเป็นเพียงราษฎรซึ่งยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่พฤติการณ์ที่ผู้คัดค้านซื้อที่ดินของรัฐจำนวนมากถึง 220ไร่ มาเป็นของตนเอง ทั้งที่ที่ดินดังกล่าวอยู่ในโครงการจัดที่ดินเพื่อประชาชนซึ่งมีเจตนารมณ์ของการจัดที่ดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ยากจนและเกษตรกร ย่อมเป็นการหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต
ไม่เป็นที่ไว้วางใจ และไม่ตรงไปตรงมา การซื้อขายที่ดินทั้ง 40แปลง ซึ่งมีข้อห้ามกำหนดห้ามโอน ย่อมเป็นการทำนิติกรรมที่ต้องห้ามโดยชัดแจ้งตามกฎหมาย จึงตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และเมื่อปรากฏว่าผู้มีชื่อตามใบจองละทิ้งที่ดินและได้ดำเนินการจำหน่ายสิทธิ์ในที่ดินและใบจองแล้ว ย่อมมีผลทำให้ที่ดินกลับเป็นที่ดินของรัฐ หาได้แปลความว่า ผู้คัดค้านซึ่งเป็นผู้ที่ครอบครองอยู่โดยไม่ได้มีชื่อตรงตามใบจอง จะมีสิทธินำเดินสำรวจออกโฉนดได้ทันที
แต่ต้องมีการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวเสียใหม่โดยนำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติพิจารณาอนุมัติการวางแผนการถือครองที่ดินต่อไป ไม่ปรากฏว่าผู้ว่าราชการจังหวัดกำหนดให้พื้นที่ป่าดงพะทายเป็นพื้นที่ออกเดินสำรวจ จึงไม่มีการดำเนินการของกรมที่ดิน หรือจังหวัดนครพนมที่ทำให้นิติกรรมการซื้อขายที่เป็นโมฆะแล้วกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายตามที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้าง
การที่ผู้คัดค้านครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทเรื่อยมา จึงเป็นการครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ต่อมาเมื่อเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้คัดค้านย่อมตระหนักว่าเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย จำต้องดำรงไว้ซึ่งจริยธรรม อันเป็นหลักการและเหตุผลให้ต้องกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นใช้บังคับ แต่ผู้คัดค้านคงยึดถือ ครอบครอง และทำประโยชน์ในที่ดินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการครอบครองที่ดินจำนวนมากเช่นนี้ นอกจากเป็นการหวงกันมิให้ผู้อื่น เข้าทำประโยชน์แล้ว ผู้คัดค้านยังก่อให้เกิดผลประโยชน์แก่ตนเอง แทนที่ผลประโยชน์จะเกิดแก่ราษฎรตามเจตนารมณ์ของการจัดที่ดิน
การครอบครองที่ดินดังกล่าวจึงเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ของรัฐตามระเบียบและกฎหมาย และเป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่รักษาไว้
เกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง แม้ภายหลังผู้คัดค้านมีหนังสือขอสละสิทธิครและใช้ประโยชน์ในที่ดิน จำนวน 39แปลง ก็ตาม แต่ก็เป็นเวลาภายหลังที่ถูกกล่าวหา และคณะกรรมการป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาแล้ว การกระทำของผู้คัดค้าน จึงเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามคำร้อง
พิพากษาว่า ผู้คัดค้านฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรธานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 235 ประกอบ พ.ร.ป. ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87 และมาตรฐานทางจริยธรรมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561ข้อ 7ประกอบข้อ 3 และข้อ 27 วรรคหนึ่ง และข้อ 17ประกอบข้อ 27วรรคสอง ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้คัดค้านตลอดไป รวมถึงไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านมีกำหนด 10 ปี นับแต่วันที่ศาลฎีกามีคำมีคำพิพากษา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ศุภชัย' ให้ถ้อยคำกกต. ปมร้องเอาผิดบุคคล-พรรค ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ยันยังเป็นไปโดยลับ
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคภูมิใจไทย เดินทางมายังสำนักง
'ศุภชัย' ซัดกลับ 'สมศักดิ์' อย่าโยนบาปกัญชาใส่ภูมิใจไทย ชี้ ปล่อยน้ำกระท่อมคลั่งเกลื่อนเมือง คือผลงานอดีตรมว.ยุติธรรม
นายศุภชัย ใจสมุทร แกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวตอบโต้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ระบุว่าพรรคภูมิใจไทย
'รมต.นภินทร-สหายแสง' ลั่นพร้อมชี้แจง ยืนยันความบริสุทธิ์ ถูกออกหมายเรียกคดีฮั้วสว.
"รมต.นภินทร-ศุภชัย" 2 แกนนำภูมิใจไทย พร้อมชี้แจง กกต.จ่อเรียกสอบคดีฮั้วเลือก สว.
จำคุก 1.4 ปี 'ทนายตั้ม-ไฮโซสาวใหญ่' หมิ่นอดีตรองประธานสภาฯ ชดใช้ 1.1 ล้านบาท
ที่ศาลจังหวัดนครพนม ศาลอ่านคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.1316/2566 (หมายเลขแดงที่ อ.250/2568) ที่นายธนบวร ศิริคุณากรกุล นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร
'ศุภชัย โพธิ์สุ' บอกคุณสมบัติประธานสภาฯ ไม่เกี่ยวอายุ อยู่ที่ ส.ส.ยอมรับ
นายศุภชัย โพธิ์สุ อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎรและส.ส.นครพนม ปฏิเสธตอบถึงความเหมาะสมของอายุ ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีการเลือกในวันที่ 4 กรกฎาคม
เปิดทรัพย์สิน 47 ส.ส. 'เทวัญ' มั่งคั่ง 745 ล้าน
ป.ป.ช. เปิดทรัพย์สิน 47 ส.ส. พ้นตำแหน่ง 'สินิตย์' รวย 187 ล้าน 'สหายแสง' มี 58 ล้าน 'เทวัญ' มั่งคั่ง 745 ล้าน 'ลินดา เชิดชัย' อู้ฟู่ 353 ล้าน “จิรายุ” ไม่น้อยหน้า 204 ล้าน

