นายกฯ​ ยัน​ปลัด มท. ลงนามตั้งสอบวินัยร้ายแรง​ 5 ข้าราชการ สถ.แล้ว ลั่นไม่มีวิ่งเต้น ซูเอี๋ย

นายกฯ​ ยัน​ปลัดมหาดไทยลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง​ 5 ข้าราชการ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือ สถ. แล้ว​ ชี้เป็นชั้นความลับเปิดเผยไม่ได้ ลั่นไม่มีซูเอี๋ย​-​วิ่งเต้น​ ไม่สนหน้าอินทร์​หน้า​พรหม​

6 กรกฎาคม 2569 - เมื่อเวลา 16.20 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ว่า​ มีการตั้งคณะกรรมการในแต่ละระดับชั้น ซึ่งในส่วนของสำนักนายกรัฐมนตรีก็มีการแต่งตั้ง นายปกรณ์​ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งในส่วนของกระทรวงมหาดไทย นายอรรษิษฐ์​ สัมพันธรัตน์​ ปลัดกระทรวง ได้มารายงานว่ามีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง ที่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งเป็นคนละส่วนของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้มารายงานในส่วนของตนว่าทำอะไรไปแล้วบ้าง รวมไปถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ​ (ป.ป.ท.)

"มันตลกดีนะ​ ความผิดยังต้องแยกย่อย เพราะแต่ละความผิดก็จะมีแต่ละหน่วยงานของราชการที่จะไปดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริง เพื่อดำเนินคดีต่อไป ก็ดีเหมือนกัน อย่างที่ผมเคยบอก ทุกหน่วยงานทำตามขอบเขตอำนาจและหน้าที่ของเขา คู่ขนานกันไป สุดท้ายอย่างไรก็ตามข้อมูลทั้งหลายก็ต้องมาบรรจบที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งจะทำให้มีข้อมูลที่แน่นขึ้นและทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่าไม่มีการวิ่งเต้นหรือช่วยเหลือซูเอี๋ยกันอย่างแน่นอน เพราะเราใช้แต่ละหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานปราบปราม ในการดำเนินคดี" นายอนุทินกล่าว

เมื่อถามว่า แต่ละหน่วยงานที่มีการรายงานมาพบผู้กระทำความผิดมีรายชื่อซ้ำกันหรือไม่ นายอนุทิน​ กล่าวว่า​ เรื่องนี้ตีตราลับมาก ฉะนั้นตนก็ต้องรักษาความลับ เพียงแต่บอกได้ว่าตั้งคณะกรรมการตามลำดับชั้นให้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด และรวดเร็วและต้องมีความโปร่งใส เมื่อถามย้ำว่า ของกระทรวงมหาดไทยมีผู้ที่กระทำความผิดกี่คน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็บอกไปแล้วว่าตีตราลับมาก

เมื่อถามว่า ขณะนี้ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้เซ็นแต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงแล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปลัดกระทรวงได้มารายงานว่าได้มีการลงนามคำสั่งสอบสวนวินัยร้ายแรงไปแล้วในช่วงบ่ายวันที่ 6 ก.ค.

เมื่อถามว่า เมื่อผลการสอบสวนของแต่ละหน่วยงาน สอบสวนแล้วเสร็จจะต้องส่งให้คณะกรรมการชุดของนายปกรณ์ เพื่อรับบทลงโทษใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะกรรมการของนายปกรณ์ทำหน้าที่ในนามสำนักนายกรัฐมนตรี และไม่สามารถดำเนินคดีเองได้ เพราะไม่ใช่เจ้าพนักงาน แต่ทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นตัวแทนสำนักนายกรัฐมนตรี เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อุกอาจ เหิมเกริม และเป็นที่สนใจของสังคม ฉะนั้นต้องมีคนคอยกำกับดูแลด้านบน​ ซึ่งคณะกรรมการจะเป็นหัวหน้าส่วนราชการ เช่นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการ ป.ป.ท. ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อัยการสูงสุด​

เมื่อถามว่าจะต้องให้ผู้ที่ถูกสอบวินัยร้ายแรงออกจากราชการไว้ก่อนเหมือนกรณีอื่นๆใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มันต้องมีขั้นตอน ซึ่งขณะนี้เราเริ่มแล้ว บางคนก็มีการเรียกมา​ให้มาช่วยราชการเพื่อขาดจากตำแหน่งเดิม ซึ่งต้องยึดตามหลักกฎหมาย ด้วยหลักฐานที่มีอยู่ ตรงไหนที่มีความชัดเจนก็ดำเนินการอย่างเด็ดขาดได้ ตรงไหนที่จะต้องใช้การสืบสวนสอบ สอบพยานหรืออะไรก็แล้วแต่ก็จะมีแต่ละช่องแต่ละซอยที่จะต้องไปดำเนินการ แต่ทุกอย่างกำลังดำเนินการคู่ขนานกันไป ฉะนั้นจะเป็นการขับเคลื่อนในทุกหน่วยงาน โดยธรรมชาติก็มีการแข่งขันกันเอง เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

เมื่อถามว่า ผลการสอบสวนในคณะกรรมการของนายปกรณ์​ จะนำไปสู่การดำเนินการอย่างไรต่อไป นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ผลการสอบถ้าพลาดไปโดนใครก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย พร้อมกับขอให้ลองนึกดูว่าหากมองดูก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย มีการจ่ายสินบนและให้ค่าตอบแทนในการดำเนินการต่างๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงผลคะแนน ซึ่งล้วนแล้วแต่จะต้องนำมาเป็นสารตั้งต้นในการนำไปสู่การสอบสวน ซึ่งทุกรูปคดีที่ผิดกฎหมาย เริ่มจากตรงนี้ทั้งนั้น เราก็ต้องยอมรับกฎหมาย ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นกฎหมู่ ถ้าทำตามอำเภอใจได้ก็จะเกิดอีกปัญหาหนึ่งตามมา​ ฉะนั้นเราจะต้องทำตามกฎหมาย​ให้มากที่สุด​

เมื่อถามว่า ได้มีการวางกรอบระยะเวลาการสอบวินัยร้ายแรงไว้แล้วหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า​ เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงมหาดไทย​ ในฐานะหัวหน้าส่วนราชการ ในการวางกรอบและให้นโยบาย

เมื่อถามว่า การดำเนินการสอบวินัยร้ายแรงจะเทียบเคียงได้กับคณะสอบสวนชุดนายปกรณ์ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี​ กล่าวว่า อย่างที่ตนบอกสมมุติว่า ป.ป.ช. ทำได้เร็วกว่าหน่วยงานอื่น​ หน่วยงานอื่นโดยธรรมชาติก็ต้องแข่งกันทำ

เมื่อถาม ที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าเป็นพฤติการณ์ที่อุกอาจ​ได้วางกรอบในการสอบสวนไว้หรือไม่ว่าจะให้จบเมื่อใดอย่างไร นายกรัฐมนตรี​ กล่าวว่า​ กรอบมันดีอยู่แล้ว แต่ที่มีปัญหาออกมา ฝีแตกเพราะว่ากรอบถูกล้อมไว้หมด​ แต่กลับไปแหกกรอบ

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เรื่องกรอบเวลาเร่งอยู่แล้ว ในเบื้องต้นคณะกรรมการชุดใหญ่จะมีการสอบสวนใน 30 วัน ส่วนชุดเล็กก็ตามเนื้อหา ไม่นาน เพราะเป็นที่สนใจและต้องตอบสังคมให้ได้ ฉะนั้นก็คงไม่มีอะไรที่ต้องกังวล ก็ทำเต็มที่ ซึ่งตนได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีมาให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลเราพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการดำเนินการของเขาในทุกรูปแบบโดยไม่ต้องเกรงหน้าอินหน้าพรม หรือหน้าใครที่ไหน

 

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บอร์ด ก.พ. งัดไม้แข็ง! เคาะ 5 มาตรการคุมเข้มทุจริตสอบเข้ารับราชการ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ แจ้งผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) โดยได้แจ้งต่อที่ประชุมในฐานะประธาน ก.พ. ถึงกรณีทุจริตการสอบเข้ารับราชการที่ปรากฏเป็นข่าวอยู่ในปัจจุบัน ว่า กรณีข่าวที่เกิดขึ้นดังกล่าวแม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสำนักงาน ก.พ. แต่ก่อให้เกิดทัศนคติเชิงลบแบบเหมารวม ส่งผลกระทบถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อระบบราชการอย่างรุนแรง

นายกฯ เซ็นตั้งคกก.ตรวจสอบทุจริตท้องถิ่น มอบ 'ปกรณ์' นั่งประธาน ให้รายงานทุก 10 วัน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ได้กำชับให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นอย่างละเอียด รอบคอบ และปราศจากข้อกังขา โ

'บอร์ด ก.พ.' งัดยาแรง! คลอด 5 มาตรการปราบ 'โกงสอบ ขรก.'

บอร์ด ก.พ. คลอดมาตรการคุม ‘ทุจริตสอบเข้ารับราชการ’ งัดไม้แข็งพบโกงไล่ออกสถานเดียว พร้อมตัดสิทธิ-ขึ้นแบล็กลิสต์ เพิกถอนใบรับรอง ภาค ก พ่วงขรก.ละทิ้งหน้าที่เกิน 15 วัน ฟันวินัยร้ายแรง

ระทึก! 'รมช.มท.' เผยคืนนี้รู้ผลสอบ 'ขรก.ท้องถิ่น' 1.5 หมื่นคน ลั่นใครเอี่ยวโกงสอบต้องดึงชื่อออก

'วรศิษฎ์' เผยคืนนี้รู้ผลสอบขรก.ท้องถิ่น 15,000 คน  หากพบผิดปกติต้องดึงชื่อออก ให้ลำดับถัดไปขึ้นแทนไม่ต้องสอบใหม่ เชื่อเรียกความเชื่อมั่น มท.กลับมาได้

เจาะมหากาพย์ โกงสอบท้องถิ่น เมื่อ 'เทคโนโลยี-ปากพยาน' กำลังขยี้เครือข่ายไอ้โม่ง

สถานการณ์การทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี 2568 เข้มข้นขึ้นจนถึงจุดเดือด! หลังจากที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) พบว่ามีการแก้ไขกระดาษคำตอบในระบบอย่างอุกอาจ